“A-LePaint Course”

มีน้องๆ หลายคนถามว่าเราเปิดสอนมั้ย แน่นอนครับ เราเปิดบ้านสอนมาตั้งแต่ 2547 แล้วครับ และเราจะรับน้องแบบตามอำเภอใจ (ฮา) รับทีละไม่มาก จำกัด และนานๆจะรับทีครับ เพราะเราอยากได้น้องๆ ที่มีความตั้งใจจริง ซึ่งเราจะประเมินสถานการณ์ ในปัจจุบันและ น้องๆในแต่ละคอร์ส เพื่อปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพที่สุด ดังนั้นตารางCourseการเรียนของเราจึง ไม่ตายตัว
หากน้องๆสนใจเรียนกับพวกเรา แสดงความตั้งใจว่าอยากเรียนกับเราจริงๆที่เบอร์ 086-019-9989 และ 080-078-8088 ครับ สามารถโทรมาได้ตลอด 24 ชั่วโมงส่วนเรื่องค่าเรียนเท่าไหร่ สอนยังไง โทรมาถามเลยครับ เราจะบอกทางโทรศัพท์ เพราะ Course ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ณ ตอนนั้นครับ

อยากเรียนกับเรา และมีความตั้งใจจริง เราก็จะทุ่มเทให้กับทุก ๆ คนด้วยความตั้งใจจริงเช่นกันครับ
พี่นัน นันทวัชร์ ชัยมโนนาถ
พี่เอก เอกรัตน์ วรินทรา

สนใจสอบถามรายละเอียดโทร 086-0199989 , 080-0788088 หรือทิ้งรายละเอียดไว้ที่ contact us

 
page
of 10

  • พี่คะ ติวสถาปัตย์ตอนม.4 เทอม 2 ทันมั้ยคะ [โดย : BOLONA วันที่ : 22-10-2017 ]
  • พี่คะ สถาปัตย์ภายในลาดกระบังเรียนสายศิลป์คำนวณได้ไหมคะ [โดย : ว่าน วันที่ : 16-10-2017 ]
  • ปกติแล้ว 2-3 ปีที่ผ่านมา อาจจะต้องเป็นสายวิทย์ครับ เพียงแต่ว่าปีนี้นั้น อาจจะมีรอบที่ 5 ที่เป็นรอบสุดท้าย โผล่ออกมา รับประมาณ 5-10 คนครับ รอบนั้น รู้สึกว่ายังไม่มีข้อจำกัดทางสายการเรียนอยู่นะครับ ยังไง เดี๋ยวติดตามกันติดๆอีกทีครับ แต่เตรียมเรื่อง port เอาไว้หน่อยก็ดีนะครับ ในกรณีที่ทางสถาบันโพร่งออกมาเลย จะได้มีส่งทันครับ
  • สถาปัตย์เรียนหนักขนาดไหนคะ ต้องอดหลับอดนอนแบบที่เค้าบอกกันมารึป่าว แล้วถ้าออกมาทำงานจริงๆ แล้วจะหนักเหมือนเดิมมั้ยคะ [โดย : :D วันที่ : 09-10-2017 ]
  • ถ้าเกิดว่ามีคำถามไหนที่เป็นคำถามคลาสสิกประจำคณะนี้ พี่ขอยกให้คำถามนี้เป็นหนึ่งในนั้นเลยครับ เอาเข้าจริงๆเลยนะ ช่วงที่พี่เองเป็นเด็กมัธยมพี่ก็สงสัยเหมือนกันครับว่า ที่พี่ๆคณะนี้เค้าบอกๆกันว่ามันไม่ได้นอนน่ะ เป็นจริงอย่างที่ว่าจริงๆหรือ และไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันจะมีคณะไหนด้วยเหรอที่เข้าไปเรียนแล้วต้องอดนอนให้ได้

    พอเข้ามาเรียนคณะนี้แล้วจึงรู้ครับว่า สาเหตุที่ต้องอดนอนนั้นมีอยู่หลายประการด้วยกัน อย่างแรกเลยครับ ซึ่งพี่เองคิดว่าจริงๆแล้วมันก็เป็นกันทุกๆคณะหรือทุกๆโรงเรียนนั่นล่ะครับ น้องเคยมั้ยครับ ที่ได้งานอะไรก็ตามมาแล้ว เราไม่ได้ทำมันให้เสร็จทันที แบบว่าปล่อยเวลาไปเรื่อยๆแล้วบอกกับตัวเองว่า เดี๋ยวค่อยมาทำ เดี๋ยวค่อยไปเรื่อยๆ จนถึงคืนวันที่จะต้องส่งมันแล้ว คราวนี้เราก็ตั้งใจว่าจะลุยกับมันจริงจังละ เพราะว่าไม่สามารถผลัดวันออกไปได้อีกแล้ว เท่านั้นล่ะครับ การทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำจึงเกิดขึ้น และแน่นอนครับว่า ต้องเจียดเอาเวลานอนของเราไป เพราะว่ามันไม่เสร็จ

    ซึ่งถ้าเกิดว่าน้องๆทุกๆคนก็น่าจะประสบมาไม่ทางใดก็ทางหนึ่งครับ เอาง่ายๆเลยคือ ช่วงเวลาที่เราอ่านหนังสือสอบ ถ้าเกิดว่าเราอ่านมันมาเป็นประจำ มีการแบ่งเวลาอย่างดีมาอยู่แล้ว คืนก่อนที่จะสอบ เราเพียงแค่ทบทวนสิ่งที่เราอ่านๆมาเท่านั้น การนอนคืนนั้นจะเป็นการนอนที่สบาย แต่ถ้าเกิดว่าเป็นในทางตรงกันข้าม เราจะต้องอ่านยันตีสองตีสามทันที แล้วก็มีสภาพเหมือนกับซากศพไปสอบ หัวจะทึบๆคิดอะไรช้ากว่าปกติ แต่ก็ต้องทำ อะไรประมาณนั้น

    ปัจจัยต่างๆที่จะทำให้เกิดการอดหลับอดนอนของคนอื่นนั้น มันนานๆเกิดขึ้นทีไงครับ เราเลยไม่ได้เรียกกันว่าเป็นสิ่งที่ทำเป็นประจำจนเด่นออกมา แต่คณะที่เราเรียนนั้น ส่วนใหญ่แล้ว มันเหมือนกับว่ามีงานฝีมือส่งทุกอาทิตย์ที่เรียนน่ะครับ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว เอาจริงๆเลยนะครับ จะมีน้อยมากที่เค้าจะสั่งงานตอนเย็นแล้วอาจารย์บอกว่าคืนนี้ต้องอดหลับอดนอนไปทำมาให้เสร็จ ถ้าไม่เสร็จจะปรับตกหรือไดคะแนนไม่ดี

    ส่วนใหญ่แล้วลักษณะของตารางงานคณะนี้จะเป็นแบบนี้ครับ คือ ถ้าเกิดว่าเราเรียนวันจันทร์ถึงศุกร์ วิชาที่เราเรียนกันวันจันทร์ อาจารย์ผู้สอนเค้าจะสั่งงานให้เรา แต่ว่าให้เราส่งกันวันจันทร์หน้า (ประมาณว่าให้งานไปแบบมีระยะเวลาทำมัน 7 วัน) และวันอังคารก็จะให้ส่งในอาทิตย์ถัดไป เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆจนถึงวันศุกร์ครับ

    แล้วเป็นยังไงรู้มั้ย แน่นอนพอช่วงเวลาที่เพิ่งเปิดเทอมมา อาจารย์เค้าสั่งงาน เค้าให้ส่งงานตั้งอาทิตย์หน้าแน่ะ ช่วงเย็นวันจันทร์ที่เริ่มต้นเปิดเทอม ไม่ได้มีบรรยากาศของการใส่ชุดนักศึกษามานานแล้ว คราวนี้จัดซักหน่อย ชวนเพื่อนๆไปนั่งเ่ลนเดินเล่นตามร้านที่มันแบบว่าชิกๆหน่อย ตามประสา ซึ่งอาทิตย์แรกก็จะเป็นแบบนี้ครับ พอผ่านช่วงอาทิตย์แรกมาได้ คราวนี้ล่ะครับ งานเข้าในคืนวันอาทิตย์แน่นอน

    เชื่อมั้ยว่าอย่าคิดว่าจะมานั่งทำในวันอาทิตย์ตั้งแต่เช้า พี่ขอเรียกว่าเริ่มทำต่อเมื่ออารมณ์มามากกว่าครับ เช่นถ้า “แล้วแต่ตื่น” อาการนี้จะเกิดขึ้นในช่วงของวันอาทิตย์ที่ต้องส่งงานวันจันทร์ พอตื่นขึ้นมาเหลือบดูนาฬิกาน่าจะประมาณสายๆเกือบเที่ยงเพราะเมื่อคืนนี้ดูซีรี่ดึกไปหน่อย (แบบว่าให้กำลังใจตัวเองว่าหาแรงบันดาลใจในการออกแบบ)

    กว่าจะได้เวลาทำงานก็นั่นล่ะครับ เกือบเย็น นี่ยังไม่นับว่าอาจจะมีนัดกินข้าวเย็นกับที่บ้านเอาไว้ ถามว่าไปกินมั้ย ตอบได้เลยว่าไป ถามว่าในใจตอนนั้นเป็นอย่างไร ตอบว่าเอาเหอะน่า เดี๋ยวกินไว้เยอะๆคืนนี้จะได้มีแรงทำงานจนถึงเช้า ยังไงซะก็มีส่งล่ะน่า

    พอกลับมาที่บ้านกำลังจะเริ่มงาน ก็กินกาแฟหรือเครื่องดื่มชูกำลังสารพัดที่คิดว่าจะช่วยในการทำงานได้ครับ และถึงได้เริ่มต้นทำงานอย่างจริงจัง แล้วมันก็เลยกลายเป็นประเพณีการอดนอนอย่างที่บอกอีกตามเคย

    ซึ่งนักศึกษาสถาปัตย์กับเรื่องของเครื่องดื่มเพื่อกระตุ้นการตื่นนอนนั้นเรียกได้ว่าเป็นของคู่กันมาแต่ไหนแต่ไร เพื่อนพี่บางคนกินเอ็มร้อย ชนิดที่เรียกว่าเป็นปกติเสมือนเครื่องดื่มธรรมดายังไงอย่างงั้น เชื่อมั้ยครับว่ากินจนร่างกายรับรู้ไปแล้วว่าเป็นสารของเหลวที่ไม่ต่างไปจากน้ำ

    เคยมีอยู่วันหนึ่ง พี่เห็นเพื่อนคนนั้นเค้ากินเครื่องดื่มชูกำลังนี่แหละ แล้วมันก็หมายมั่นปั้นมือเอาไว้ ประมาณว่าคุยข่มเพื่อนๆไปเลยว่าคืนนี้จะทำงานจนเช้าแน่นอน เตรียมตัวงงกับงานที่จะมาอย่างมหัศจรรย์เลย พวกพี่ก็เริ่มทำงานกันไปตามปกติ เชื่อมั้ยครับว่าใช้เวลาไม่ถึงห้านาที หันไปอีกอีกที เพื่อนพี่คนนี้นั่งหลับคาเก้าอี้เขียนแบบเลย

    พอเพื่อนๆเข้าไปปลุกมันด้วยความหวังดีว่า “ไหนว่าจะกินแล้วมีพลังสามารถทำงานได้ทั้งคืนไง” เพื่อนพี่เข้าไปถาม


    “เฮ้ย …… กูไม่ได้หลับซักหน่อย กูซ้อมหลับเว้ย” มันตอบกลับมาแบบว่าอารมณ์เสียงแบบปนความหงุดหงิดมาด้วย


    พอลุกขึ้นมาบอกอย่างนี้ ก็แน่นอนล่ะครับ หลังจากนั้นก็ไม่มีเพื่อนคนไหนยุ่งกับมันเลย คำถามคือ มันทำอะไรต่อจากที่ลุกขึ้นมาโวยวาย คำตอบคือ หลับต่อครับ เอ้อ บอกว่าหลับต่อคงไม่ใช่ เรียกว่า “ซ้อมหลับ” ต่อจะดีกว่า

    พอถึงเช้า เพื่อนพี่คนนี้มันก็ลุกขึ้นมาโวยวายใหญ่เลยว่างานมันไม่เสร็จ เมื่อคืนนี้ เพื่อนๆเห็นมันนอนแล้วไม่ยอมปลุกมัน เพื่อนก็บอกว่า “ก็เห็นว่ามึงซ้อมหลับอยู่ไง” พวกเราตอบมันด้วยน้ำเสียงปนความฮาเล็กน้อย


    มีอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เด็กสถาปัตย์มักอดหลับอดนอนก็คือ

    “จบงานไม่ลง”


    อาการนี้พี่จะยกตัวอย่างนะครับ อาจจะเป็นเพราะลักษณะการทำงานของเรามันเป็นเรื่องของการออกแบบน่ะครับ มันไม่เหมือนกับการอ่านหนังสือทั่วไป ที่เหมือนกับว่าอ่านจบบทแล้ว ก็ไปเรียนไปสอบ หรือว่าทำรายงานที่มันมีรูปลักษณ์ที่ตายตัวครับศาสตร์ของการออกแบบมันสามารถดิ้นของมันไปได้เรื่อยๆ ไม่มีวันจบสิ้น การเกิดว่าเรายังรู้สึกว่ามันไม่ดีพอ มันก็ขึ้นอยู่กับเจ้าตัวคนออกแบบว่าจะต้องการให้มันดีไปเรื่อยๆแค่ไหน


    พี่ขอแยกประเภทนี้ออกจากสถานการณ์ที่งานไม่เสร็จแล้วต้องเร่งทำงานจนไม่ได้นอนนะครับ แต่อันนี้คือ อยากใส่งานเพิ่มเติมเพื่อแสดงในส่วนของรายละเอียดมากขึ้น มันก็เลยมีงานมากขึ้น (เวลาส่งงานจำนวนปริมาณก็อาจจะมากกว่าชาวบ้านเค้าน่ะครับ) พี่มีเพื่อนคนหนึ่ง เป็นมนุษย์ประเภทนี้ครับ เหมือนว่าถ้าเกิดว่าเหลือเวลาเท่าไหร่ก่อนที่จะถึงกำหนดส่งงาน เค้าจะเต็มที่ เรียกได้ว่า ไม่หลับไม่นอน ยันสว่างกันเลย เพื่อที่จะได้งานที่ดีที่สุดจริงๆ

    พฤติกรรมประเภทนี้แน่นอนครับว่าถูกใจอาจารย์ แต่อาจจะไม่ถูกใจร่างกายของเราเท่าไหร่ การทำแบบนี้ จะทำให้น้องคนที่ขยันตัวเองตลอดเวลานั้นสามารถบอกคนทั่วไปได้ว่า เค้าเองเป็นคนที่มีความขยันอย่างสม่ำเสมอนะ ขนาดตั้งใจขนาดนี้ยังเป็นคนที่อดหลับอดนอนเลย ดูสิ!!! เห็นมั้ย ยังไง เรียนคณะนี้ก็ต้องอดนอนอยู่แล้ว

    ซึ่งพี่เองยอมรับครับว่า ช่วงเวลาแรกที่ได้เข้าไปเรียนคณะสถาปัตย์นั้น มีพฤติกรรมแบบนี้อยู่เหมือนกัน แต่เป็นได้ไม่นานครับ ไม่ใช่ว่าขยันจนล้าไปเองนะครับ แต่มันมีเหตุการณ์ที่ทำให้พี่คิดขึ้นมาได้ว่า จริงๆแล้วเราควรจะเรียนยังไง ให้มันดี และเกิดคำที่เรียกว่า “สมดุล” ครับ

    วันนั้นเป็นวันที่อาจารย์ตรวจงานที่เราได้ทำกันมา เป็นโปรเจคใหญ่เลยของแต่ละคน ซึ่งพี่และเพื่อนๆได้งานคืนมาพร้อมกัน พร้อมกับตัวอักษรที่เขียนลงไปในงานของเรา ว่าเป็น A หรือ B หรือ C ต่างๆครับ (คะแนนนั่นเอง)

    ต้องบอกก่อนครับว่า ช่วงเวลาที่พี่เรียนสถาปัตย์นั้น ปีแรกๆพี่เช่าหอพักอยู่ และเพื่อนๆที่เรียนอยู่ด้วยกันก็จะเช่าห้องข้างๆติดๆกันไป เราเลยได้เห็นการทำงานของเพื่อนแต่ละคน (เพราะถ้าอยู่บ้าน ก็ไม่น่าจะได้เห็นพฤติกรรมขณะทำงานขนาดนี้) ช่วงเวลาเย็นเป็นต้นไป เราจะได้เห็นหลากหลายรูปแบบการทำงานของแต่ละคน บางคนเลือกที่จะนอนก่อน แล้วค่อยตื่นขึ้นมาทำงานจนถึงเวลาส่งเลย พฤติกรรมแบบนี้เรียกได้ว่าต้องเป็นคนที่ใจแข็งพอสมควรครับ เพราะมันจะน่ากลัวมาก ถ้าเกิดว่าเราไม่ตื่น!!!

    การทำงานใสลักษณะข้างบนที่พี่ว่านั้น โดยมากแล้ว พี่จะพบเห็นในเพื่อนผู้หญิงมากกว่าครับ เอาจริงๆเลยคือ แทบจะไม่มีเพื่อนผู้าชยคนไหนเลย ที่สามารถนอนก่อนแล้วตื่นขึ้นมาทำงานได้ เพราะเด็กสถาตย์ส่วนใหญ่แล้ว จะเกิดอาการที่เรียกว่า “นอนยาก ตื่นยาก” เคยเป็นไหมครับ

    ช่วงเวลากลางวันที่อาจารย์สอนในห้องเรียน เรารู้สึกว่ามันล้า มันง่วงจริงๆ แต่พอกลับไปที่บ้าน ช่วงเวลาหลังเที่ยงคืน แทนที่เราจะง่วง กลับตาสว่างใสแจ๋งเลย แล้วก็เผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ แต่ที่รู้คือ ช่วงเวลาลุกจากที่นอนเป็นช่วงเวลาแห่งความยากลำบากเสมอ

    และอีกหนึ่งสาเหตุที่เด็กสถาปัตย์ไม่ค่อยกล้านอนก่อนแล้วค่อยตื่นมาทำงาน คือ เราไม่รู้เลยว่า งานที่เราออกแบบนั้นมันจะใช้เวลานานเท่าไหร่ในการทำ แบบว่าบางชิ้นงานมันหลอกตาน่ะครับ บางทีเราคิดว่า เราสามารถทำงานนี้เสร็จได้ภายในเวลา 2 ชั่วโมง แต่พอเอาเข้าจริงๆแล้ว ถ้ามันไม่เสร็จล่ะ

    การตื่นมาทำตอนเช้า จะเป็นความเสี่ยงอันดับต้นๆของการทำงานทีเดียว ซึ่งถ้าเราไม่ใจแข็งพอที่จะตื่นขึ้นมาด้วยตัวเองหรือเป็นคนที่สามารถกำหนดเวลาทำงานของตัวเองได้อย่างแม่นยำ ก็จะไม่มีใครกล้าเท่าไหร่

    ส่วนบางคน เลือกที่จะดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง แล้วก็เปิดเสียงเพลงดังๆไปเรื่อยๆ (ที่ไม่ต้องเครียดเรื่องของเสียงเพลงจะรบกวนชาวบ้านหรือเปล่า เพราะว่าห้องที่ขนาบข้างของเพื่อนคนนั้น เป็นห้องของเพื่อนๆสถาปัตย์ด้วยกัน

    พวกนี้จะไปนอนตายเอาช่วงเวลาเกือบเช้า โดยที่แต่ละคนจะมีเวลานอนที่ไม่ตรงกัน หลายคนอาจจะคิดว่าเปิดเพลงขนาดนี้ ถ้าเกิดว่าเพื่อนที่อยู่ข้างห้องเกิดง่วงนอนและอยากนอนขึ้นมา เสียงของมันจะไม่ไปรบกวนหรือ?

    คำตอบคือ ไม่ครับ เพราะช่วงเวลาที่หลับนั้น คือ ช่วงเวลาที่แต่ละคนถึงจุดสูงสุดของร่างกาย และหลับได้สบายโดยที่ไม่ต้องกังวนว่าจะมีเสียงมารบกวนจากที่ใดก็ตาม


    และนี่คือวิธีการส่วนใหญ่ที่เด็กำสถาปัตย์ใช้ๆกัน มันให้ความปลอดภัยในความรู้สึกที่สุดแล้วครับ บางคนเลือกที่จำเสร็จงานตอนช่วงตี 1 บางคนเลือกที่จะเสร็จงานตอนตี 5

    พี่เองอยู่ท่ามกลางเพื่อนที่พี่เห็นเหล่านี้ พี่เลยเอาเข้ามาเปรียบเทียบกับคะแนนที่เพื่อนที่เหล่านั้นได้กลับมากัน ว่าจริงๆแล้ว มันดูคุ้มค่ากับการที่อยู่ดึกและอดหลับอดนอนมากกว่าชาวบ้านเค้าหรือไม่


    และวันนั้น สิ่งที่พี่ได้เรียนรู้ความจริงเพิ่มอีกอย่างหนึ่งในชีวิตคือ “ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ยุติธรรม” การทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ อดหลับอดนอนของแต่ละคน ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า เค้าเหล่านั้นจะได้คะแนนออกมาดีกว่าคนที่ตัดใจจบงานของตัวเองแล้วได้นอนตอนตี1 เสมอไป


    บางคนทำงานมาแทบตาย ตั้งเยอะเต็มไปหมด แต่ว่างานนั้น ไม่ได้ถูกใจอาจารย์คนที่ตรวจ คะแนนที่ออกมามันก็ไม่ได้ดีเลย สุดท้ายเราก็ได้แต่หันมามองหน้าว่า อะไรคือเกณฑ์ของการให้คะแนนของอาจารย์ ซึ่งจุดนี้เอง เราต้องเข้าใจครับว่า งานที่เราทำนั้น มันเป็นงานที่ต่างจากคณะอื่นที่อยู่ในเชิงวิชาการเค้าส่งกัน

    คณะอื่นเค้าอาจจะวัดกันจากข้อมูลความถูกต้อง แต่อันนี้นับตามอารมณ์ความสวยงามของคนที่ตรวจล้วนๆเลยครับ พี่ว่ามันก็คือความเป็นจริงเหมือนกันนะ เพราะอาจารย์ก็เหมือนกับลูกค้าคนหนึ่งในอนาคต หรือว่าเป็นคนที่เสพงานออกแบบของเรา งานออกแบบมันก็คือศิลปะอย่างหนึ่งครับ ซึ่งย่อมต้องมีทั้งคนที่พอใจและไม่ชอบมันบ้าง แต่ถ้าส่วนใหญ่ชอบก็โอเคแล้ว หรือว่าแม้คนทั้งโลกนี้ไม่ได้ชอบงานที่เราออกแบบ มีเพียงแค่คนเดียวที่ชอบเรา นั่นก็คือลูกค้าที่จ้างเราออกแบบ เท่านั้นก็พอแล้วครับ เพราะหัวใจของการออกแบบคือ การได้ออกแบบตรงตามใจและถูกใจกับคนที่ให้เราออกแบบที่สุด

    ดังนั้น อาจารย์เหมือนกับลูกค้าของเรา ซึ่งพี่เชื่อครับว่า ต่างอาจารย์คะแนนก็ต่างกัน การที่เราได้รับมอบหมายงานในช่วงเวลาที่เรียนนั้น มันเหมือนกับสนามซ้อมให้เราฝึกฝน การที่เราทำเต็มที่แล้ว และมันอาจจะไม่ได้คะแนนตามที่เราหัวงเอาไว้ นั่นไม่ได้หมายความว่างานของเราไม่ดี เพียงแว่าอาจจะมาไม่ได้ถูกถูกเวลาเท่าไหร่เท่านั้นเองครับ

    เพื่อนพี่บางคนทำงานตัดโมเดลอย่างหนักทั้งคืน แต่ช่วงเวลาที่อาจารย์เห็นแบบของเพื่อนที่แล้วเค้าตัดสินใจเลยว่าอาจารย์ไม่ชอบมันเลย เค้าดูโมเดลที่เพื่อนพี่คนนั้นใช้เวลาตัดมันทั้งคืนเพียงแค่ไม่ถึง 3 วินาทีด้วยซ้ำ จากนั้นก็ส่งมันคืนคนที่ออกแบบอย่างรวดเร็วแล้วบอกว่า ให้ไปทำใหม่

    มันเลยทำให้พี่คิดได้ว่า งานออกแบบกับช่วงเวลาที่ได้นั้นมีความสำคัญมาก “จังหวะ” ของชีวิตและช่วงเวลาในการออกแบบเป็นสิ่งสำคัญเสมอ เราต้องรักษาความสมดุลของการทำงานให้ได้ นี่คือสิ่งที่คณะนี้พยายามจะสอนเรา คือ “การทำงานที่มาก โดยเวลาที่จำกัด” เป็นการท้าทายว่าเราจะสามารถบริหารจัดการเรื่องของเวลานั้นได้ดีเพียงใด


    เพราะโลกของความเป็นจริงนั้น ลูกค้าไม่เคยให้เวลาเราทำงานได้อย่างที่ใจเราต้องการ เป็นงานที่เกี่ยวเนื่องกับคำว่าธุรกิจแล้ว ทำอย่างจะเร่งรีบ และเราต้องออกแบบให้ได้เสร็จตามเวลา และแน่นอนครับ เราจะมานั่งอดหลับอดนอนตลอดชีวิตอย่างนั้นไม่ได้ คนที่สามารถบริหารจัดการงานที่กองอยู่ตรงหน้าได้เก่งที่สุดเท่านั้น ถึงจะประสบความสำเร็จครับ


    จำได้ว่าช่วงเวลาเริ่มแรกที่พี่จบและทำงานเป็นออกแบบในช่วงแรกนั้น พี่นัดเพื่อนจองสนามบอลเเอาไว้ นานทีจะได้รวมกลุ่มกันไปเตะบอล วันนั้นนั่งทำงานอย่างสบายๆ แต่อยู่ดีๆ มีเมลเข้ามาถึงบริษัทบอกว่าเจ้าของคอนโดที่ออกแบบ อยู่ดีๆก็อยากเห็นรูปร่างหน้าตาคร่าวๆของสระว่ายน้ำเลย ทั้งที่กำหนดการส่งนั้นเป็นอีกสองวัน ไม่ใช่เช้าวันรุ่งขึ้น


    คำตอบของพี่คือ “ได้เลย จะส่งแบบร่างคร่าวๆให้ในวันพรุ่งนี้ครับ” พี่ตอบกลับเค้าไปในทันที
    และช่วงเวลานั้น มองนาฬิกาก็เกือบห้าโมงเย็นเข้าไปแล้ว หันมองหน้าต่าง “ฟ้ายามเย็นช่างแสนสวยอะไรอย่างนี้” เป็นการพูดปลอบตัวเองไปเบาๆ พยายามมโนในใจว่าบรรยากาศของที่ทำงานสวยกว่าที่สนามบอลเยอะเลย


    แต่อย่าคิดนะครับว่า ทุกอย่างจะจบเพียงแค่การตัดสินใจจะนั่งทำงานอยู่ที่ทำงานในเย็นวันนั้นเท่านั้น เพราะเหลือบดูนาฬิกาแล้ว เหลือเวลาอีกเพียง หกชั่วโมงจะเที่ยงคืน มันเป็นการตัดสินใจกับตัวเองว่า เราจะเลือกนั่งทำงานจากนี้ไปถึงเช้าเลย ซึ่งส่งงานเสร็จก็กลับไปนอน (เหมือนช่วงเวลาที่เรียนที่เด็กสถาปัตย์เค้าทำๆกัน)


    ถ้าทำอย่างนั้นก็คงได้ เพราะอาจจะหาข้ออ้างในการที่ว่าเราทำงานนี้จะถึงเช้าแล้วกลับไปนอนที่บ้านเจ้านายก็คงจะไม่ได้ว่าอะไรหรอก ถ้าเป็นตอนที่เรียนก็เหมือนกับว่าวันนั้นมีเรียนวิชาที่มีคาบเช้า เราก็จะโดดเรียนแล้วกลับบ้านไปนอน ส่วนนี่เป็นการทำงานจริง ตารางของงานที่จะต้องเกิดขึ้นในวันถัดไป อาจจะส่งผลถึงความเสียหายของบริษัทได้


    พอคิดได้ถึงตอนนี้แล้ว หลายคนอาจจะเลือกทุ่มไปเลย แล้วไม่ต้องนอนไปเลย จากนั้นเย็นนั้นค่อยกลับไปนอนให้มันเต็มที่เลย แต่อย่าลืมนะครับว่าเหตุการณ์แบบนี้อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แล้วเราต้องมานั่งแบบนี้ ชีวิตอาจะไม่ยืนยาวได้

    ดังนั้น ทางออกที่ดีที่สุดคือการบริหารและจัดการเวลาที่มีอยู่ เพื่อให้ได้งานที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เหมือนกับช่วงที่เรียนน่ะครับ ถ้าเกิดว่าเราต้องส่งงานอาจารย์ในวันถัดไป ทั้งที่อาจารย์เพิ่งจะสั่งงานเรามาเมื่อตอนเย็นวันนั้นเลย เราจะมีวิธีจัดการกับมันยังไง


    2 เหตุการณ์นี้เหมือนกันเลย มันคือการฝึกจบงานให้ได้เท่าที่เราสามารถทำได้ครับ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่คณะเกี่ยวกับการออกแบบพยายามที่จะบอกเรา แต่เค้าไม่สามารถบอกเราได้ด้วยคำพูดต่างๆนานา เพราะว่าแต่ละคนนั้นมีก็มีวิธีการสร้างผลงานที่ออกมาดีตามแบบฉบับของตัวเอง ทุกอย่างต้องเรียนรู้ และคิดออกมาเองให้ได้


    เราเรียนไปเพื่อไม่ใช่เพื่อเป็นนักออกแบบในสิง่ที่เราออกแบบเท่านั้น แต่เราต้องเป็นนักออกแบบชีวิต ออกแบบรูปแบบการทำงานให้เกิดความสมดุลในชีวิตให้ได้ด้วยครับ ทุกอย่างถึงจะออกมาดี
  • อยากถามตามนี้เลยค่ะ รบกวนด้วยนะคะ :D
    https://www.dek-d.com/board/view/3798333 [โดย : BOLONA วันที่ : 09-10-2017 ]
  • พี่ตอบในรายละเอียดเดียวกันนี้ ในข้อที่มีน้องถามมาต่อจากข้อนี้นะครับ ลองอ่านได้เลยครับ :)
  • อยากทราบจุดเด่นของสถาปัตย์ลาดกระบังค่ะว่ามีจุดเด่นตรงไหน แล้วมันเอื้อต่อการเรียนของเราแค่ไหนอ่ะคะ ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะสมัครของที่ไหนดี แล้วถ้าตอนนี้อยู่ม.6มีพื้นฐานมาบ้าง อยากเรียนทำพอร์ต สามารถเรียนได้หรือเปล่าคะ หรือว่าต้องเรียนมาก่อนแล้วถึงสมัครทำพอร์ตได้ [โดย : ปภัสวี เพ็ชรพรหมศร วันที่ : 30-09-2017 ]
  • ถ้าจุดเด่นที่ชัดเลยของสถาปัตย์ลดากระบัง อาจจะเป็นเรื่องของ "โครงสร้าง" งานที่ทำเน้นการไปใช้งานได้จริงน่ะครับ เพราะตัวหลักสูตรจะเน้นไปที่แนวทางของการปฏิบัติการมากพอสมควร ถ้าเกิดว่าน้องเป็นคนที่ชอบเรื่องของการลุยๆ อึดๆ แบบว่าเต็มที่กับเรื่องของงานวาด งานลุย Presentation น้องน่าจะชอบที่นี่น่ะครับ

    ส่วนเรื่องของ Port หรือการมสมัครเรียน ถ้าเกิดว่าเราม6 แล้ว พี่แนะนำว่าลองเข้ามาที่สถาบันเพื่อเข้ามานั่งคุยก่อนได้ครับ ว่าจะวางแผนต่างๆยังไงดี แล้วค่อยว่ากันต่อไปครับ
  • ตอนนี้อยู่ม.ต้นค่ะ รู้ตัวแล้วว่าอยากเข้าสถาปัตย์ แต่ยังไม่แน่ใจค่ะว่าจะเลือกสาขาไหนดี มีคิดๆอยู่ระหว่างสถาปัตย์หลักกับภายในเลยอยากถามพี่ค่ะว่าควรใช้เกณฑ์อะไรในการตัดสินใจดี แล้วก็อยากให้พี่ช่วยอธิบายในส่วนของสาขาอื่นด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ [โดย : Waranya วันที่ : 24-08-2017 ]
  • เรียกได้ว่าเป็นคำถามที่อยู่ในใจน้องหลายคนเลยครับ เพราะว่าเอาจริงๆนี่ก็เป็นปัญหาเดียวกับช่วงที่พี่กำลังจะต้องเลือกสาขาวิชาที่จะเรียนอยู่เหมือนกัน อาจจะเป็นเพราะมันเหมือนกับว่า รักพี่เสียดายน้องน่ะครับ

    ช่วงนั้นถามรุ่นพี่หลายคน เขาก็ตอบมาแค่ว่าเรียนเน้นภายนอกกับภายในอะไรประมาณนั้น ซึ่งตัวเราเองก็รู้อยู่แล้วว่ามันเป็นประมาณนั้น มันก็เลยมืดไปแปดด้านอยู่พอสมควร

    เอาเป็นว่าพี่จะบอกแบบเน้นๆไปที่ความต่างระหว่าง 2 ภาควิชานี้เลยละกันนะครับ ส่วนเรื่องของภาควิชาอื่นนั้น ละไว้ก่อนละกันครับ จะได้เน้นที่ตรงนี้ไปก่อน

    สาขา “สถาปัยกรรม” นั้นเป็นสาขาหลัก การเรียนก็อย่างที่บอกครับ เนื่องจากมีต้นกำเนิดมาจากความเป็นคณะวิศวกรรมอยู่เป็นพื้นฐาน ดังนั้น การเรียนจะเน้นไปที่การวางผังโดยรวมของอาคาร การวางห้องต่างๆ การเชื่อมต่อโดยมีหลักการความเป็นจริงเข้ามาเกี่ยวข้องเยอะ ทุกการวางเราจะต้องรู้ด้วยว่ากฎหมายนั้นเขาว่ากันอย่างไร มันจึงมีกฎเกณฑ์ของความเป็นจริงเข้าเกี่ยวข้องอยู่เยอะ

    รวมไปถึงพื้นที่แต่ละห้อง แต่ละส่วนที่ต้องเชื่อมต่อด้วยระบบไฟฟ้าและประปาต่างๆ มันเลยทำให้ต้องเรียนเกี่ยวกับพวกระบบต่างๆที่เกิดขึ้นภายในอาคาร แต่ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรถึงขั้นที่ต้องเรียนรู้งานระบบเหมือนพวกวิศวกรรมอะไรขนาดนั้นหรอกนะครับ เพียงแต่ว่าถ้าเราเอามาเทียบกับสาขาสถาปัตยกรรมภายใน แน่นอนว่าความหนักของมันนั้นต่างกันอยู่มากเลยทีเดียว

    อีกเรื่องที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัดแน่ๆคือ

    “ความละเอียดในรายละเอียด”

    อย่างเป็นต้นว่า สาขาวิชาสถาปัตยกรรมนั้นจะเน้นที่ภาพรวมการเรียงต่อเพื่อเป็นพื้นที่มากกว่า แต่ส่วนของสาขาภายในนั้น เนื่องจากเนื้องานที่มีคือ มีพื้นที่มาตั้งต้นอยู่แล้ว ที่เหลือคือการเอาความคิดสร้างสรรค์จัดเรียงให้เกิดเป็นความแตกต่างเท่านั้นเอง

    และความแตกต่างบนความสวยงามของการออกแบบภายในนั้น มันก็ต้องเจาะลึกลงไปถึงขั้นการจัดวางแสงไฟประเภทไหน อย่างไรในห้องแต่ละห้องที่เราออกแบบเพื่อให้ได้อารมณ์ความรู้สึกในแบบที่เราต้องการ หรือแม้แต่เฟอร์นิเจอร์ที่เลือกว่า ไม่ใช่ว่าเราเลือกแบบเหมือนๆกันเท่านั้น ทุกรายละเอียดเราอาจจะต้องเป็นคนที่คอยเดินดูว่าที่ไหนมีขายเก้าอี้แบบที่เราต้องการบ้าง หรือที่ไหนมีขายเตียงที่ตรงกับแบบโทนที่เราออกแบบไว้

    บางทีเก้าอี้อาจจะหาไม่ได้กับแบรนด์ดังๆของบ้านเรา แต่เราอาจจะหามันได้จากตลาดจตุจักรก็ได้ ในราคาที่ย่อมเยาและแตกต่างมากกว่า

    หรือบางทีอาจจะต้องลงรายละเอียดมากกว่านั้น เรียกได้ว่าแม้กระทั่งกรอบรูปที่วางอยู่ข้างหัวเตียง นักออกแบบภายในบางคนยังต้องให้ความใส่ใจมากเป็นพิเศษเลย เพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับอารมณ์และความเข้ากันของอารมณ์ภาพรวมของห้องที่เราออกแบบ

    ดังนั้น สาขาภายในจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ในส่วนของความเป็นแฟชั่นหรือแทรนต่างๆเข้ามามีส่วนร่วมเยอะ เพราะว่าการออกแบบภายในนั้น มันไม่ใช่แค่ความสวยงามโดยรวมเท่านั้น มันยิ่งแข่งกันที่ตัวตนความสุขของคนที่อยู่จริงๆ

    ถ้าเกิดว่าน้องเป็นคนที่ชอบในส่วนของรายละเอียดของงานมากๆ บางที ภาควิชาสถาปัตยกรรมภายในนั้นอาจจะเหมาะกับน้องกว่าภายนอกก็ได้ครับ แต่เอาเข้าจริงๆนะครับ การแตกสาขาย่อยเมื่อเราเรียนจบและทำงานนั้น ทั้ง 2 สาขาก็ยังเป็นสาขาที่มีการแตกย่อยเป็นอาชีพที่เยอะกว่าชาวบ้านเขามากอยู่ดี อันนี้ไม่ต้องซีเรียสครับ

    น้องอาจจะเลือกเรียนสาขาสถาปัตยกรรมหลักโดยที่ให้เหตุผลว่า น้องอยากที่จะออกแบบสถาปัตยกรรมภายนอกได้ด้วย ส่วนภายในนั้น จริงๆแล้ว มันก็มีวิชายิบย่อยอยู่ในหลักสูตรของตัวหลักเองอยู่แล้วเกี่ยวกับการออกแบบภายใน โดยน้องก็อาจจะใช้สิ่งนี้เอามาเรียนรู้แล้วต่อยอดเอาเอง เพราะเข้าใจว่าเราคงไม่ได้เรียนละเอียดเท่ากับภาคภายในที่เขาเรียนกันจริงๆ

    แต่เราก็สามารถใช้ความชอบส่วนตัว หาทางเรียนรู้ได้นี่นา แถมเมื่อเรียนจบแล้วยังสามารถหางานได้ทั้งสองรูปแบบอีกด้วย ถ้าคิดอย่างนั้นก็สามารถเลือกเรียนภาคหลักได้อย่างไม่ต้องลังเลครับ

    ซึ่งพี่ขอบอกไว้ก่อนเลยว่าเป็นเรื่องยากมากเหมือนกันครับ ที่จะรู้ว่าเราชอบอะไรกันแน่ ถ้าเกิดว่าไม่ได้มีความแน่วแน่มาตั้งแต่ต้นแล้วว่าจะเข้าเรียนภายในเท่านั้น ส่วนใหญ่ก็จะพ่ายแพ้ให้กับความเป็นภาคหลักที่เน้นแบบว่า เลือกเรียนสายวิทย์ในช่วงมัธยมปลาย เพื่อที่เวลาเลือกจะสอบเข้าคณะไหนจะได้สอบได้ 100% แบบไม่มีเงื่อนไขของมหาลัยไหนมาจำกัดเลย

    พี่ว่าอันนี้ต้องใช้เวลาหน่อยน่ะครับ เราไม่สามารถตอบมันได้ทันทีหรอก แล้วดูจากระยะเวลาของน้องที่ตอนนี้อยู่แค่ชั้นมัธยมต้นเอง พี่ว่ายังมีเวลาอีกเยอะครับ ถ้าให้แนะนำเท่าที่ตอนนี้สามารถทำได้ พี่ก็อยากจะให้น้องเลือกเรียนสายวิทย์เอาไว้ก่อนน่ะครับ เพราะอย่างน้อยการสองของทั้ง 2 ภาควิชาถ้าเป็นสายวิทย์ ก็จะไม่มีมหาลัยไหนเอาเงื่อนไขมาเขี่ยเราออกจากการสอบเข้าได้ครับ
  • สวัสดีครับ ตอนนี้ผมเรียนอยู่ ม.5 เทอม 1 แล้ว เรียนอยู่สายวิทย์คณิต แต่ไม่ค่อยแข็งเรื่องฟิสิกส์กับเลขเท่าไหร่ครับ การวาดพวกคน รถ สถานที่ยังพอถูๆ ไถๆ ไปได้ณ ตอนนี้ เตรียมตัวทันไหมครับ [โดย : ธนพล สุริยะโชติตระกูล วันที่ : 08-08-2017 ]
  • ทันแน่นอนครับ

    ติวความถนัดทางสถาปัตยกรรมศาสตร์- พฤศจิกายน 2560.
    ทั้งการสอบตรง,โควต้าและ PAT4
    เริ่มต้นเรียนทุกวันอาทิตย์
    เริ่มต้น วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน 2560. นี้

    โดยที่ตารางเรียนคอร์สพื้นฐาน
    ราคาคอร์สละ 3600 บาท ต่อการเรียน 36 ชั่วโมง
    (เรียนทุกๆวันอาทิตย์)
    ตาราง Basic Course ของ Course เดือนพฤษภาคม 2560.
    ครั้งที่ 1 วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน 2560. 10.00-17.00
    ครั้งที่ 2 วันอาทิตย์ที่ 26 พฤศจิกายน 2560. 10.00-17.00
    ครั้งที่ 3 วันอาทิตย์ที่ 03 ธันวาคม 2560. 10.00-17.00
    ครั้งที่ 4 วันอาทิตย์ที่ 10 ธันวาคม 2560. 10.00-17.00
    ครั้งที่ 5 วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม 2560. 10.00-17.00
    ครั้งที่ 6 วันอาทิตย์ที่ 24 ธันวาคม 2560. 10.00-17.00


    ซึ่งพอเรียนจบคอร์สดังกล่าวแล้ว น้องๆสามารถเลือกเรียน
    คอร์ส Advance ได้ต่อเนื่องเลยทันที ในวันและเวลาเดียวกัน
    โดยที่ราคาค่าเรียนเท่ากันคือ 3600 บาทต่อการเรียน 36ชั่วโมงครับ
    โดยชำระพร้อมกันทั้งห้อง
    ถ้าเกิดว่าขาดเรียนครั้งไหน สามารถหาวันลงชดเชยได้เพื่อตามเนื้อหาเพื่อนๆได้ทัน

    ทางเราจะรับจองเฉพาะน้องที่ชำระเงิน 3600 บาทแรกเท่านั้นครับ
    เพื่อเป็นการยืนยันว่า อยากเรียนจริงๆ เพราะที่นั่งเรามีจำกัด
    ส่วนวิธีการชำระเงิน
    มี 2 ทางครับ คือเดินมาชำระเงินสดที่สถาบันได้เลย หรือ
    โดยการโอนบัญชีทางธนาคาร
    บัญชีใดก็ได้ตามรายละเอียดด้านล่างนี้ครับ

    ธนาคารกสิกรไทย
    สาขาสำนักพหลโยธิน
    บัญชีออมทรัพย์
    ชื่อบัญชี : นายเอกรัตน์ วรินทรา และ นาย นันทวัชร์ ชัยมโนนาถ
    เลขที่บัญชี : 799-2-72551-2

    โดยกรณีที่ชำระเงินทางธนาคาร รบกวนถ่ายรูปใบเสร็จ
    หรือแคปหน้าจอ หลักฐานการโอนเงินเข้ามาที่ Line id: alepaint
    จากนั้นพิมพ์ ชื่อ นามสกุล พร้อมกับเบอร์โทรประกอบการจอง
    เท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ

    อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการเรียนที่นี่ใช้แค่ ดินสอ2B พร้อมกระดาษA4 ประมาณ20แผ่นครับ
    ส่วนเรื่องของสี หรือว่าอุปกรณ์ในการเรียนต่างๆที่มากกว่านั้น
    อันนี้เดี๋ยวเรียนๆไปแล้วพี่จะแนะนำให้ค่อยๆซื้อเป็นรายๆไปนะครับ
    เพราะจะได้ซื้อที่ตรงกับที่จะเรียนจริงๆครับ

    ขอบคุณครับ

    A Le Paint :)
  • ผมจะเปิดเทอมแล้ว เลยอยากถามว่า ส่วนใหญ่งานแรกๆที่อาจารย์ชอบสั่งจะเป็นแบบไหนครับ อยากรู้รายละเอียด [โดย : หมวกฟาง วันที่ : 05-08-2017 ]
  • ตอนนี้กำลังจะขึ้นปี 1 สถาปัตย์ธรรมศาสตร์ จริงๆความคาดหวังในใจคือสถาปัตย์จุฬา แต่คะแนนน้อย ไปไม่ถึงค่ะ เลยตัดสินใจจะสู้อีกสักตั้งเพื่อจุฬาค่ะ อยากถามพี่นันว่าหนูตัดสินใจได้ดีมั้ยคะ? แล้วสถาปัตย์ธรรมศาสตร์ในแวดวงสถาปนิกถือว่าอยู่ในระดับที่โอเคหรือไม่คะ? [โดย : frnb วันที่ : 01-08-2017 ]
  • เวลาที่เราจะสอบเข้ามหาลันไหนแล้ว พอจุดหมายปลายทางไม่ได้เป็นสถาบันที่เราตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก มันจะมีกำแพงขึ้นมาก่อนเลยครับ กำแพงที่ว่านี้คือ มันเหมือนกับเราอยากได้ของที่เราอยากได้ซึ่งเป็นยี่ห้อหนึ่งที่เราฝังใจมาตลอดว่ามันสวยและชอบ แต่ในความเป็นจริงมันอาจจะหมดไปในท้องตลาด หรือว่าเงินที่เรามีอยู่อาจจะไม่พอ ซึ่งทางออกมันก็มีอยู่ง่ายๆคือ ตัดใจจากมันแล้วใช้ในสิ่งที่เราได้มา มันก็สามารถใส่ของได้เหมือนกัน เพียงแต่ช่วงแรกๆนั้นมันอาจจะไม่สุดในความรู้สึกเท่านั้นเอง แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปแล้ว อาจจะเปิดใจอยู่กับมันไปเรื่อยๆจนเกิดเป็นความผูกพันขึ้นมาก็ได้ มันก็เป็นของชิ้นที่เกิดคุณค่าขึ้นมาได้ครับ

    ในทางกลับกัน ถ้าเกิดว่าเราเลือกที่จะไม่เอากระเป๋าใบที่หามาได้ในตอนนี้แล้วเลือกที่จะเดินหน้าเก็บเงินหรือพยายามหามันมาให้ได้ในอนาคต ต้องอย่าลืมนะครับว่าเรากำลังจะต้องแลกมาด้วยสิ่งที่เรียกว่า “เวลา”

    ซึ่งเวลาที่เราเสียไปนั้น อาจจะทำให้เราได้มันมาหรือไม่ได้ก็ได้ เพราะเราอาจจะเก็บเงินไปไม่ถึง แม้ตั้งใจแล้วเต็มที่แต่วันที่จะซื้อมีเหตุให้ต้องเสียเงินไปใช้ในทางอื่นโดยที่สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้มันมา ก็ประมาณว่าต้องเสียเวลาไปเปล่าๆ อันนี้คือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นครับ

    ซึ่งหลายๆคนพอมาถึงทางแยก แน่นอนว่าที่บ้านเราต้องเลือกให้เราเอามหาลัยที่น้องสอบได้เอาไว้ก่อน แล้วจากนั้นค่อยหาช่วงเวลาเข้ามาสอบใหม่ก็ได้

    ปัญหาที่น้องถามพี่มานี้ เป็นปัญหาระดับชาติของคนที่ไปไม่สุดครับ คนนอกที่เขาไม่ติดอะไรเลยอาจจะฟังแล้วเกิดความรู้สึกว่า ก็เรียนๆไปนั่นแหละ ทำไมต้องมาเรื่องมากด้วย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าเกิดว่าติดมหาลัยที่ไม่ต้องการที่จะเรียนแล้วไม่ชอบจริงๆ อารมณ์มันให้เหมือนการที่สอบไม่ติดเหมือนกันนะครับ

    อย่างแรกเลยถ้าเกิดว่าเป็นพี่นะ พี่จะสำรวจตัวเองก่อนครับว่า จริงๆแล้วเราไม่ได้ชอบมหาลัยที่เราติดขนาดนั้นเลยเหรอ แล้วที่ว่าไม่ชอบนั้นเราไม่ชอบมันเพราะอะไร ไม่ชอบเพราะว่าเรากลัวว่าจะเป็นมหาลัยที่จบมาแล้วหางานได้ยากในอนาคตรึเปล่า หรือเป็นเพราะว่าเราเข้าไปเดินในมหาลัยนั้นแล้ว เราไม่ชอบในบรรยากาศ อาคารเรียนจริงๆหรือไม่ถูกโฉลกกับอาจารย์ที่เดินอยู่ในคณะ

    ส่วนเรื่องของค่าเทอมพี่ตัดออกไปก่อนนะครับ เพราะว่าน้องน่าจะรู้อยู่ก่อนที่จะเลือกอยู่แล้วล่ะว่าค่าเทอมที่น้องจะเข้าไปเรียนนั้นเท่าไหร่ แล้วน้องรับได้แค่ไหน เพราะถ้าเกิดว่าน้องเลือกมันก็แสดงว่าสามารถรับมือกับค่าเทอมที่แตกต่างได้ประมาณหนึ่งแล้วล่ะครับ

    อีกเรื่องที่หลายคนเป็นก็คือเรื่องของการเดินทางในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นชิน เพราะว่าอาจจะต้องไปอยู่หอพัก เนื่องจากการเดินทางเข้ามาเรียนในทุกวันนั้น ถ้าเกิดว่าบ้านอยู่ไกลเกินไป ก็ต้องเข้ามาอยู่หอพัก คราวนี้สภาพแวดล้อมบริเวณหอพักก็อาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งด้วยที่ทำให้ไม่ได้อยากไปเรียน

    ซึ่งถ้าเกิดว่าเราไม่โอเคกับข้างต้นที่พี่บอกว่าแล้ว โอกาสที่เราจะต้องมาสอบใหม่โดยที่ไม่ต้องเริ่มเรียนก็อาจจะเป็นอย่างนั้น แต่เท่าที่พี่มองนะครับ มหาลัยธรรมศาสตร์ก็เป็นอีกมหาลัยที่ดีเหมือนกัน (คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์)

    แต่ที่อาจจะมีเสน่ห์น้อยกว่าหลายๆสถาบันก็อาจจะเป็นเพราะว่าอยู่ไกลต้องไปเรียนถึงรังสิต อีกทั้งด้วยระดับค่าเทอมที่แพงกว่าชาวบ้านเขา ก็ทำให้ค่าใช้จ่ายในการเรียนนั้นค่อนข้างสูงขึ้นมาก และตัวคณะเองนั้นก็มีประวัติความเป็นมาที่น้อยกว่าหลายๆมหาลัยที่น้องฝันที่จะเข้าด้วย

    ถ้าเกิดว่าเราไม่มองตรงนี้ล่ะ มองไปที่ตัวหลักสูตรและพร้อมที่จะตั้งใจเรียนเต็มที่ พี่ว่าคนที่จบจากธรรมศาสตร์เป็นอะไรที่โอเคเหมือนกันนะครับ พี่ว่าพอทุกคนที่เรียนผ่านการเคี่ยวกรำมาหลายๆปี เริ่มมีทักษะต่างๆที่ตัวเองพัฒนาขึ้นมาได้ ที่เหลือมันคือตัวเราเองแล้วล่ะครับ

    โอเคครับพี่เองก็ยอมรับว่าตัวสถาบันเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างอยู่เหมือนกัน เพราะยังไงแล้วมหาลัยที่มีชื่อ ย่อมมีความได้เปรียบเรื่องภาพลักษณ์เมื่อเราเรียนจบมามากกว่าครับ แต่ถ้าเราลองมองกลับไปอีกมุมดูล่ะครับ มุมที่เราจะได้พิสูจน์ตัวเราเองด้วยว่าเราจะเจ๋งแค่ไหน เราต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสิ่งที่ดีที่สุดมันอยู่ที่ตัวเรา ถ้าเราเป็นคนที่ขยัน พัฒนาตัวเองอยู่อย่างสม่ำเสมอ สิ่งที่ตามมาคือ

    “มหาลัยจะไม่ได้สร้างชื่อให้กับเรา เราจะเป็นคนสร้างชื่อให้กับมหาลัยเอง”

    พอปรับเปลี่ยนวิธีการคิดขึ้นมา ทุกอย่างมันก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเยอะเลย ก้อนหินที่เราแบกไว้ที่ชื่อ “แบรนด์มหาลัย” จะถูกยกออกไปทันที แล้วสิ่งที่ตามมาคือ ท้องฟ้าจะโปร่งใสครับ

    คิดได้อย่างนั้นแล้ว พี่ก็จะเข้าไปเริ่มเรียนที่ธรรมศาสตร์ไปก่อน แต่ต้องเข้าไปเริ่มเรียนด้วยมุมมองและทัศนคติที่ดีนะครับ ลองเปิดใจดูนะครับ การเปิดใจนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะว่าถ้าเกิดว่าเราไม่เปิดใจแล้ว พี่ว่าไม่ต้องเริ่มต้นไปเรียนจะดีกว่าครับ อคติจะตามมาล้วนๆ ถ้าเป็นอย่างนั้นเหตุผลกับความเป็นจริงมันจะไม่ได้อยู่ที่เดียวกันแล้วครับ

    ช่วงแรกๆเราอาจจะเปิดใจในเรื่องของหลักสูตรดูก่อนครับ ส่วนเรื่องสังคมเพื่อนๆนั้น จริงๆแล้วพี่ก็อยากให้ลองเปิดใจดูเหมือนกันนะครับ ลองแง้มๆดูก็ได้ครับ แบบว่าไม่ต้องเปิดเข้ามาหมดขนาดนั้นครับ ลองดูว่ามันเข้ากับวิถีของเราได้ไหม แต่อาจจะไม่ต้องถึงกับว่าเพื่อนๆเหล่านั้นต้องมามีพฤติกรรมหรือการเที่ยวการใช้ชีวิตเหมือนกับเราเลยนะครับ เพราะถึงแม้ว่าเป็นจุฬาฯเอง พี่ก็คิดว่าไม่มีทางที่ใครจะมาเป็นเหมือนใครแน่นอนครับ

    พอเราเริ่มเปิดใจ แล้วใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ 1-2 เดือน ซึ่งระหว่างนั้น เราอาจจะลองคอยแบ่งเวลาเพื่อจะเตรียมตัวในการสอบเข้ามหาลัยครั้งหน้าไปด้วยก็ได้ โดยที่อาจจะลองนั่งเขียน Timeline ในเรื่องของการเตรียมตัวในเรื่องต่างๆครับว่า เราต้องเตรียมอะไรบ้างในช่วงเวลาเท่าไร เรื่องนี้ต้องอ่านจบในช่วงเวลาเท่าไร อะไรประมาณนั้น

    แล้วจากนั้นเราก็ใช้ชีวิตเด็กปี1 ไปด้วย แต่เราต้องรู้ตัวเองตลอดนะครับว่า การเที่ยวนั้นจะต้องลดลงเพราะเรากำลังทำอะไร 2 อย่างในเวลาเดียวกัน ดังนั้น ทุกอย่างที่ทำต้องแลกมาด้วยเวลาที่หายไปเสมอ สำหรับพี่แล้วก็น่าจะเป้นช่วงเวลาที่ต้องใช้ความอดทนสูงอยู่เหมือนกัน เหมือนกับเรากำลังคบคน 2 คน มันแทบจะไม่มีเวลาเป็นของตัวเองเลย ต้องมานั่งสับรางเต็มไปหมด

    จากนั้น ถ้าเกิดว่าเราผ่านช่วงเวลารับน้องไปได้ ต้องย้ำนะครับว่า “ช่วงเวลารับน้อง” เพราะแต่ละมหาลัยนั้น ส่วนใหญ่จะมีช่วงเวลารับน้องอยู่ที่ประมาณ 1-2 เดือนแรกที่เปิดเทอม ที่พี่บอกว่าช่วงเวลารับน้องก็เพราะว่าช่วงเวลานี้มันจะเกิดความยากลำบากขึ้นพอสมควรเลยครับ

    การเรียนจะไม่ใช่แค่ว่าไปเรียนแล้วทำงานส่งอาจารย์หลังจากการเรียนในห้องจบลงเท่านั้น แต่นั่นจะมีพวกกิจกรรมที่ต้องรับน้องอยู่หลังเลิกเรียนด้วย ก็เป็นกิจกรรมที่เป็นประเพณีเพื่อให้รุ่นพี่นั้นได้มาทำความรู้จักกับรุ่นน้อง ซึ่งทุกที่ทุกคณะต่างมีกันทั้งนั้น คราวนี้มันก็จะยิ่งไปรบกวนช่วงเวลาที่ต้องเตรียมตัวในการสอบครั้งใหม่เข้าไปอีก เพราะลำพังการทำกิจกรรมตรงนี้เสร็จแล้ว แล้วเรารีบกลับมาที่บ้านเพื่อที่จะทำงานส่งอาจารย์ให้ได้นั้นมันก็เป็นเรื่องที่ยากพอสมควรอยู่แล้ว

    ถ้าให้แนะนำวิธีที่จะผ่านไปได้ ก็คงต้อง “ลด” การเข้ากิจกรรมรับน้องไปหน่อยน่ะครับ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เข้าเลยนะครับ เพราะว่าอย่างที่ว่าถ้าเกิดว่าน้องต้องการอยู่ที่ธรรมศาสตร์ต่อไปนั้น บางทีกิจกรรมนี้มันก็ช่วงเพิ่มมิติให้กับชีวิตของน้องเหมือนกันนะครับ บางทีกิจกรรมนี้เมื่อเราเดินทางไปสุดทางของมันแล้ว มันอาจจะนำพาให้เรารักธรรมศาสตร์ขึ้นมาก็ได้ครับ

    พอผ่านช่วงเวลานั้นมาได้แล้ว น้องอาจจะลองถามตัวเองอีกครั้งครับว่า สภาพแวดล้อมที่น้องอยู่นั้น น้องโอเคที่จะอยู่กัยมันรึเปล่า พอถึงช่วงเวลานั้น ถ้าเกิดว่าน้องยังไม่โอเค พี่ก็คิดว่าเป็นการดีที่จะออกมาเริ่มลุยเตรียมตัวเข้าสอบแบบเต็มที่ได้เลยครับ
  • ตอนนี้กำลังเรียนอยู่ม.4ค่ะ อยากให้พี่แนะนำหน่อยว่าถ้าเราอยากเรียนสถาปัตย์แต่ไม่มั่นใจว่ามันคือสิ่งที่ใช่รึเปล่า พี่จะทำยังไงหรอค่ะ คือแบบใจนึงรู้สึกว่ามันใช่แน่ๆ แต่อีกใจก็แบบจะใช่จริงหรอ [โดย : กุลสตรี สระทอง วันที่ : 06-07-2017 ]
  • ความไม่แน่ใจที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อจากนี้นั้น มันจะมีมาเสมอล่ะครับ ยิ่งช่วงหลังๆมานี่ ยิ่งมีอาชีพใหม่ๆเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาบนโลกนี้ ทำให้เราเริ่มลังเลละว่าสิ่งที่เราเลือกเรียนนั้น ในตอนนี้มันยังใช่อยู่ แต่ถ้าในอนาคตล่ะ มันจะยังใช่อยู่หรือไม่


    ถ้าเป็นสมัยเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว พี่อาจจะแนะนำว่าถ้าเกิดว่าอยากเรียนสถาปัตย์ล่ะก็ น้องอาจจะต้องมีความรักกับมันและอยากเป็นสถาปนิกในอนาคต แต่พอมาเข้าสู่ยุคสมัยนี้แล้ว ความรู้มันไม่ได้เฉพาะเจาะจงขนาดนั้นครับ ความรู้ที่เรามีนั้นมันสามารถปรับเปลี่ยนประยุกต์เข้าสู่อาชีพต่างๆได้ ขอแค่มีพลังความคิดสร้างสรรค์และพื้นฐานระบบความคิดที่ดีการต่อยอดในอนาคตก็ไม่ใช่เรื่องยาก

    การที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์นั้นได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องและไม่เสื่อมคลายนั้น อย่างแรกเลยคือ ด้วยความที่คณะนี้มันเกี่ยวข้องกับการออกแบบ เกี่ยวข้องกับความงามที่หลายคนสามารถเข้าถึงมันได้ เพราะว่ามีพื้นฐานมาจากความเป็นที่อยู่อาศัย เพราะแน่นอนว่าทุกคนย่อมมีบ้านที่ตัวเองอยู่ มีห้องนอนที่เราเองไม่ได้ออกแบบเอาไว้ ทุกอย่างที่เราใช้งานอยู่เป็นประจำ มันทำให้เราคุ้นเคย ทำให้เราเข้าถึงการที่ถ้าเกิดว่าเราจะต้องออกแบบมันใหม่ขึ้นมา เราก็มีพื้นฐานในการใช้งานของมันมาอยู่แล้ว

    แล้วทุกคนก็ต้องมีบ้าน มีที่ทำงาน มีที่ให้ไปเดินเล่นท่องเที่ยวต่างๆ ดังนั้น ความเป็นสถาปัตยกรรมมันก็เลยอยู่กับวิถีชีวิตคู่กันกับความเป็นมนุษย์มาอยู่แล้ว การงานที่มีในอนาคตมันย่อมมีอยู่เยอะเป็นเรื่องธรรมดา ตราบใดที่มนุษย์อย่างเราๆยังต้องการที่อยู่อาศัยและการเปลี่ยนแปลง มันก็เลยเป็นสิ่งที่น้องหลายคนสามารถเลือกได้โดยที่ไม่ได้ถูกที่บ้านห้ามปรามเรื่องของอาชีพการงานในอนาคตเท่าไรนัก

    จริงๆก็มีบ้างบางครอบครัวอยู่เหมือนกันที่ห้ามลูกเรียนสถาปัตย์ แต่นั่นหมายความว่าอาจจะตั้งใจให้ลูกของตัวเองเรียนหมอ หรือสาขาการเรียนที่มันตรงกับที่บ้านที่ทำงานอยู่เพื่อสืบต่อธุิจอะไรประมาณนี้ครับ

    หรืออีกอย่างก็คือ ไม่ได้มีความรู้ว่าอาชีพนี้คืออะไร เห็นในเน็ตเขาเขียนๆกันว่ามันตกงาน งานมันหนัก เงินไม่ดีอะไรประมาณนั้น ก็เลยเน้นให้ลูกตัวเองเรียนอะไรที่มันชัวร์ๆไปเลยดีกว่า ครอบครัวประเภทที่คิดอย่างนี้ก็มีอยู่เหมือนกัน แต่วันเวลายิ่งผ่านไป ครอบครัวที่คิดแบบนี้ก็ลดน้อยลงไปเรื่อยๆครับ

    อย่างที่สองถัดมาที่ทำให้สถาปัตย์ได้รับความนิยมคือ “สังคม” และคำว่า “เพื่อน” พี่เองก็ไม่รู้ว่าทำไมคนที่สอบเข้าคณะนี้ถึงมีความเป็นตัวของตัวเองสูงกันทุกคน เข้าใจว่าด้วยระบบการเรียนที่เน้นให้มีความคิดสร้างสรรค์เป็นตัวของตัวเองนะ เพียงแต่ว่าเมื่อกาลเวลาผ่านไป ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนี้ก่อนที่จะเข้าเรียนเสียด้วยซ้ำไป และก็ไม่รู้ว่าความฮาและความตลกซึ่งเป็นเสน่ห์ของคณะนี้นั้นจุดเริ่มต้นมาจากที่ใด

    เพราะว่าแต่ละช่วงอายุก็มักจะมีไอดอลเป็นของตัวเองในการเข้าคณะนี้เสมอ หรือบางคนเข้าคณะนี้นั้นไม่ได้เข้ามาเพื่อเรียนแล้วเอาวิชาความรู้ไปประกอบอาชีพสถาปนิกด้วยซ้ำ แต่เข้ามาเพื่อจุดประสงค์ว่าอยากทำงานในวงการบันเทิงก็มีเยอะครับ


    อย่างเพื่อนสนิทของพี่เองสมัยที่เรียนอยู่ เลือกที่จะเข้าเรียนคณะนี้ก็เพื่อที่จะได้มีโอกาสมาเล่นละครเวที อะไรทำนองนี้ ซึ่งตอนที่เรียนนั้น ก็ไม่ได้แบบว่ากล้ำกลืนในสิ่งที่เรียนอะไรเลย ก็พี่บอกนั่นล่ะครับ พอเราต้องเรียนเรื่องเกี่ยวกับการออกแบบบ้าน ออกแบบสถานที่ต่างๆนั้น มันเองไม่ได้ยากในการเรียนเท่าไหร่ เพราะมันอยู่ในหัวอยู่ในชีวิตมาโดยตลอดอยู่แล้ว ตอนนี้เรียนจบมานแล้ว เพื่อนพี่คนนี้ช่วงที่เรียนจบนั้น เลือกที่จะเข้าทำงานสายบันเทิงทันทีครับ แน่ขนาดที่เรียกว่าไม่สอบใบประกอบวิชาชีพสถาปนิกด้วย เหมือนกับว่าตั้งใจแน่วแน่มาแล้ว


    หลายคนบอกเสียดายสิ่งที่เรียนมา ไม่ได้เอามาใช้ พี่เองคุยกับเพื่อนพี่คนนี้ และเข้าใจเลยว่าใครบอกว่าไม่ได้เอามาใช้ เพราะการเรียนคณะนี้นั้น เมื่อเรารู้ระบบการวางผังงาน ไม่ใช่แค่ว่าออกแบบอย่างเดียว สิ่งที่ตามมาคือ เราต้องเรียนเกี่ยวกับขั้นตอนของการก่อสร้างด้วย เราจะต้องวางระบบขั้นตอนต่างๆตามลำดับ และนั่นล่ะครับ คือ สิ่งที่เราได้ไปเต็มๆโดยที่เราไม่รู้ตัว


    เพื่อนพี่คนนี้สามารถเอาสิ่งที่เรียนมาไปทำอีเวนท์งานแสดงต่างๆ และโดนดึงเข้าไปออกแบบเวทีคอนเสิร์ตอีกทั้งยังสามารถเป็นคนออกแบบและควบคุมงานต่างๆในวงการบันเทิงได้อย่างดีเยี่ยม

    มันกลายเป็นว่าสิ่งที่เขาเรียนนั้นไม่ได้ถูกเอาใช้โดยตรง แต่ก็นำพาไปสู่มิติทางความคิดในการงานได้อยู่ ตอนนี้เพื่อนพี่คนนี้กลายเป็นคนสำคัญของการจัดคอนเสิร์ตในบ้านเราไปแล้ว


    อย่างที่สามต่อมาเลยคือ การแตกแขนงของความรู้ที่เกิดขึ้นมันสามารถเอาความรู้นี้ไปใช้ต่อยอดได้เยอะเต็มไปหมดเลย ใช่แล้วครับพี่กำลังพูดถึงสาขาที่ใช้ในการเรียนต่อน่ะ จริงๆแล้วมีเยอะแยะมากมายเต็มไปหมดครับ แต่พี่จะยกตัวอย่างคร่าวๆมาให้แล้วกันนะครับ

    ถ้าเกิดว่าน้องเป็นคนที่ชอบวิชาการมากกว่าการวาดภาพจินตนการ น้องอาจจะเกิดคำถามว่าแล้วเมื่อชอบในเชิงวิชาการแล้วมาเข้าคณะที่เรียนเกี่ยวกับการออกแบบทำไม จริงๆแล้วมันคือเสน่ห์ของความเป็นสถาปัตย์นั่นล่ะครับ เราได้เพื่อนที่มาจากหลายรูปแบบ หลายเหตุผลในการสอบเข้า

    เวลาเปลี่ยนคนเปลี่ยนครับ บางคนช่วงที่เข้ามาอาจจะชอบในเรื่องของการวาดการออกแบบสุดๆเลย และเมื่อเวลาผ่านไป เมื่อเขาได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง บางคนก็เปลี่ยนมาเป็นคนที่ชอบเขียนบทความทางวิชาการเกี่ยวกับทฤษฎีของการออกแบบก็มีเยอะไปครับ พี่เคยถามเพื่อนพี่เหล่านั้นเหมือนกันว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดมาจากอะไร เขาบอกว่าเกิดจากการที่ออกแบบมาจนถึงจุดหนึ่งแล้วก็อยากเจาะลึกเข้าไปมากกว่านั้น มากกว่าที่เป็นอยู่ พอการที่จะออกแบบให่มันมากกว่าที่เป็นอยู่ได้ มันก็เลยต้องเข้าไปเจาะลึกถึงทฤษฎีและพฤติกรรมต่างๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    คนเหล่านี้ก็มักจะเลือกเรียนต่อในส่วนของการทำงานวิจัยเพื่อคุณภาพของสถาปัตยกรรมในอนาคต แน่นอนครับ เราชาวสถาปัตย์ส่วนมากนั้นก็ไม่ค่อยเดินไปด้านนี้เท่าไหร่เพราะว่าถ้าพูดเกี่ยวกับคำว่างานวิจัยแล้ว หลายคนวิ่งหนีทันที เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในหัวเท่าที่จำได้นั้น มันเกี่ยวกับเรื่องข้อมูลเชิงวิขาการที่มีความเป็นสถิติล้วนๆเลยครับ ภาพที่มีในหัวคือ วิชาสถิติที่แสงจะเหลียด กว่าจะผ่านมาได้ช่วงที่เรียนก็แทบแย่


    แต่งานวิจัยเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเดินหน้าสู่อนาคตครับ เมื่องานวิจัยหลายอย่างเกิดขึ้นจริงได้ในอนาคต คนที่ทำวิจัยคนนั้นก็อาจจะจดลิขสิทธิ์ทางปัญญา เมื่อเวลาผ่านไป องค์กรใหญ่ๆอาจจะมาขอซื้อด้วยราคาที่มีมูลค่ามหาศาลก็ได้ครับ

    การเลือกที่จะเรียนต่อในส่วนเหล่านี้นั้น ปลายทางก็จะเน้นไปเป็นอาจารย์ จากนั้นก็อาจจะเปิดบริษัทรับออกแบบเป็นของตัวเอง หรือไม่ก็รับงานราชการ เป็นเส้นทางการเดินที่ค่อนข้างมั่นคงในระดับหนึ่งครับ แต่ก็นั่นล่ะครับ ถึงแม้ว่าจะมั่นคง แต่ว่ามันไม่ตื่นตาตื่นใจ คนก็เลยเลือกที่จะเดินไปทางนี้น้อยหน่อย เพราะโดยธรรมชาติของคนที่เลือกเรียนคณะที่เกี่ยวกับการออกแบบนั้น ส่วนใหญ่ชอบการเดินทาง การผจญภัยทั้งนั้นล่ะครับ

    ส่วนคนที่ชอบวิชาการแต่คราวนี้ค่อนมาทางเกี่ยวกับตัวเลข เกี่ยวกับเรื่องของธุรกิจ ก็อาจจะเลือกเรียนต่อสาขาการเรียนเกี่ยวกับคณะบัญชีการบริหารก็ได้ หรือถ้าเน้นที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เรียนไปเลยก็อาจจะเป็นบริการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยที่เราเอาสิ่งที่เราเรียนมาคือ บ้าน อาคาร คอนโด เอามาวางแผนสร้างพัฒนาความคิดต่อยอดเป็นธุรกิจ

    สาขาที่เลือกเรียนต่อตัวนี้นั้น เป็นสาขาที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันอยู่มากครับ เนื่องจากว่า มิติทางความคิดของเราเมื่อเรียนออกแบบอาคารนั้น มันย่อมมีแนวความคิดที่เข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการออกแบบอยู่แล้ว การคุยงานเกี่ยวกับส่วนต่างๆนั้นมันความเข้าใจถึงความเป็นไปได้มากกว่าสาขาอื่นที่จบมาแล้วมาเรียนต่อ หลายคนที่บ้านมีเงินหรือประกอบธุรกิจแนวนี้หรือมีแนวทางที่จะขยายไปยังธุรกิจนี้ ก็สบายเลยครับ

    คราวนี้มาดูคนที่เรียนจบแล้วมีความต้องแบบเน้นลุยๆ เน้นจินตนการ เน้นความตื่นเต้นในชีวิต แน่นอนครับ สาขาแรกที่ตอนนี้ก็มีคนเรียนต่อกันเยอะคือ สาขาการออกแบบฉากต่างๆไม่ว่าจะเป็นหนัง, ละคร หรือว่าเกมส์ เป็นต้น

    การเรียนต่อในแขนงนี้นั้นนิยมมากอยู่ในปัจจุบัน แต่อาจจะต้องเน้นการเรียนต่อเมืองนอก หลายคนเลือกที่จะเรียนที่เมืองนอกไม่ใช่ว่าหลักสูตรของที่นั่นดีกว่าที่เมืองของเรา เพียงแต่ว่ามุมมองในการทำงานและสายอาชีพที่หลากหลายมันอยู่ฝั่งตรงนั้น การเรียนต่อทางด้านนี้เหมือนกับการต่อยอดให้กับสิ่งที่ตัวเองเรียนมาเหมือนกัน

    อีกอย่างคือ สายเกมส์ สายแอพพริเคชั่นต่างๆมันเป็นสายแห่งอนาคตครับ การร่วมกับเพื่อนสร้างแอพพลิเคชั่นนั้น ถ้าเกิดว่ามันสามารถเดินทางไปสู่จุดที่คนชอบและเป็นที่ยอดนิยมได้นั้น เรื่องเงินไม่ต้องพูดถึงครับ แต่สายนี้นั้น เท่าที่พี่เห็นส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เอาเงินเป็นที่ตั้งในการทำงานเท่าไหร่ เอาความสุขความตื่นเต้นในการทำงานล้วนๆเลย ที่เหลือเป็นผลผลอยได้ทั้งนั้น

    ไม่ใช่ว่าทำงานแล้วไม่ต้องการรวยนะครับ เพียงแต่กระบวนการความคิดที่จะสร้างงานเหล่านี้นั้น เอาเงินเป็นที่ตั้งค่อนข้างยากน่ะครับ มันไม่เหมือนกับการออกแบบบ้านเพื่อที่จะขาย ออกแบบคอนโดเพื่อที่จะปิดโครงการให้ได้ หรือออกแบบสำนักงานเพื่อตอบโจทย์ให้โดดเด่นจะทรงประสิทธิภาพเข้าว่า


    ส่วนการลุยในสาขาถัดมา อาจจะเป็นในเรื่องของการเน้นเป็นการคุมการก่อสร้าง แนวนี้จะต่างจากออกแบบฉากหรือเกมส์ไปเลย เน้นที่ความสามารถในเชิงวิศวกร อธิบายคร่าวๆก็คือ เหมือนกับว่าพอแบบจากทีมสถาปนิกถูกออกแบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนที่เหลือคือ ขั้นตอนในการสร้างแล้ว เราหลายคนอาจจะเข้าใจว่าขั้นตอนในการสร้างนั้นมันเป็นเรื่องของผู้รับเหมา ไม่เห็นน่าจะเกี่ยวกับเราสักเท่าไหร่เลย

    แต่ในความเป็นจริงนั้น เราปล่อยให้มีการสร้างเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ได้เข้าไปควบคุมไม่ได้หรอกครับ เพราะว่าผู้รับเหมาที่มาสร้างนั้น เป้าหมายของเขาคือการสร้างให้เสร็จเท่านั้น และเป็นไปตามแบบที่เห็น แต่เรื่องของรายละเอียดความเนี๊ยบ วัสดุที่เอามาใช้นั้น เราเองที่เป็นคนออกแบบต้องเข้าไปคุม หรือช่วยดูแลแทนเจ้าของโครงการล้วนๆเลยครับ

    เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว เราเองนั่นล่ะที่จะทนไม่ไหวถ้าเกิดแบบที่เราออกแบบมานั้นมันโอเค แต่ช่างทำออกมาแล้วไม่ได้ตรงตามที่เราต้องการจริงๆ แบบนั้นันก็จะไม่ดี แล้วพอไม่ดี โดยปกติคนส่วนใหญ่นั้นมักจะพุ่งเป้าความสนใจมาที่ตัวสถาปนิกผู้ออกแบบมาก่อนเสมอ

    ด้วยเหตุผลนี้ มันก็เลยเกิดเป็นอาชีพขึ้นมาที่ชื่อว่า “CM” หรือ “Construction Management” ครับ คือสถาปนิกที่ควบคุมงานการก่อสร้างนั่นเอง ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะกับโครงการใหญ่ๆที่ต้องมีการคุมการก่อสร้างโดยละเอียดทั้งในส่วนของตัวงานและระยะเวลาในการก่อสร้างเพื่อให้ทันกับตารางเวลาที่เจ้าของโครงการกำหนด



    ประมาณว่าเวลาที่เราออกแบบโครงการใหญ่ๆนั้น เรื่องของระยะเวลาทั้งในการออกแบบและการก่อสร้างให้แล้วเสร็จนั้นเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากทุกอย่างเป็นเงินเป็นทองไปหมด อย่างเช่นถ้าเราออกแบบช้า ควบคุมงานเสร็จช้ากว่าที่กำหนด 3 เดือนคิดดูสิครับว่า โครงการนั้นจะเสียหายไปมหาศาลแค่ไหนจากการล่าช้านี้ และแน่นอน ถ้าเราทำไม่ทันตามกำหนด ปัญหาที่ตามมาจะเยอะ ดังนั้น อาชีพนี้จึงเป็นอาชีพที่สำคัญและก็มีงานตลอดทั้งชีวิตเลยก็ว่าได้ครับ

    หลายคนที่เรียนคณะนี้แล้วไม่ได้มีหัวทางการออกแบบเท่าไหร่ ก็มักจะผันตัวเองไปสู่ด้านการควบคุมงานอะไรทำนองนี้

    นี่เป็นเพียงแค่หลายตัวอย่างของอาชีพที่ถูกผันเปลี่ยนไปเท่านั้นนะครับ ความจริงแล้วยังมีอื่นๆอีกมากมายครับ เพียงแต่ที่พี่ยกมาให้นั้น พี่แค่อยากให้น้องเห็นเท่านั้นล่ะครับว่าเราไม่ต้องกลัวเราว่าคณะนี้นั้นจะใช่สำหรับเราหรือไม่ แค่ให้ตอบตัวเองอย่างเดียวว่าตอนนี้อยากเรียนหรือไม่ และไม่ว่าอนาคตความคิดเราจะเปลี่ยนไปเช่นไร ซึ่งต้องเปลี่ยนแน่นอนครับ เวลาเปลี่ยนทุกคนเปลี่ยนครับ น้องก็จะเอาความสุขที่น้องได้เรียนอะไรประมาณนี้ เอามาต่อยอดเป็นอาชีพของน้องที่เกิดขึ้นในอนาคตได้เท่านี้ก็เป็นคำตอบให้น้องแน่ใจแล้วล่ะครับว่าน้องจะเลือกเดินต่อหรือว่าไม่เดินต่อ

    ส่วนตัวพี่เองนั้นสมัยที่พี่เรียน ขนาดพี่เองยังยอมรับเลยครับว่า ช่วงเวลาที่พี่อยู่ปี4นั้น หลายครั้งอยู่เหมือนกันที่พี่คิดว่าเบื่อหน่ายกับการออกแบบแล้วล่ะ อยากจะเปลี่ยนไปลองอาชีพอื่นดูบ้าง

    ช่วงที่พี่เรียนนั้นพี่ก็ไปทำงานด้านอื่นควบคู่ไปกับการเรียนอยู่ด้วย ซึ่งหลายๆครั้งมันก็สร้างมุมมองที่หลากหลายขึ้นให้กับตัวพี่เอง บางสิ่งที่ออกไปทำขณะเรียน พอทำไปแล้วก็พบว่ามันไม่เวิร์คสำหรับเราเท่าไหร่ หลายคนอาจจะมองว่ามันเสียเวลา แต่สำหรับพี่ก็สนุกไปอีกแบบได้มุมมองที่เพิ่มเติมเข้ามาในชีวิต พอเปลี่ยนมุมมองอย่างนี้ กลายเป็นว่าอะไรที่อยู่ข้างหน้ามันสนุกและดีไปหมดทำให้เรากลับมามีพลังในการออกแบบเพิ่มมากขึ้นซะอย่างนั้น

    ทุกวันนี้ บางวันพี่เองยังมีอารมณ์เบื่อไม่อยากออกแบบบ้างก็มีครับ บางวันตื่นขึ้นมาพร้อมกับความตื่นเต้นในการออกแบบ ประมาณว่าพลังในการทำงานกลับมาแล้วซะอย่างนั้นก็มีครับ

    ทุกอย่างบางทีก็ไม่มีเหตุผล แต่ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ พี่ก็ยังจะเลือกเรียนคณะนี้อยู่ดี หรือ แม้แต่เพื่อนของพี่ที่พี่เล่าให้ฟังข้างบนว่าเขาไปทำงานเกี่ยวกับเวที การจัดคอนเสิร์ต ทุกวันนี้ยังได้คุยกันอยู่เลยว่าถ้าเกิดว่าย้อนเวลากลับไปได้ ยังจะเลือกเรียนคณะนี้อยู่ไหม และตัวเขาเองก็ยังตอบเหมือนกับที่พี่ตอบอยู่เลยครับว่า “แน่นอน เลือกเรียนอยู่”

    ความจริงแล้วคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์นี้มันเป็นคณะที่แปลกมากๆเหมือนกันนะครับ ปัจจุบันเราจะเห็นกันเยอะเลยว่า บ่นกันในพื้นที่อินเตอร์เน็ตของตัวเองอยู่ตลอด ว่าเรียนแล้วเหนื่อยเรียนแล้วเงินน้อยอย่างนั้นอย่างนี้ แต่พอเอาเข้าจริงๆ ทุกคนก็รักในสิ่งที่ตัวเองเรียนมากๆ และถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ก็คงยังเลือกเรียนมันอยู่ดี
page
of 68