IPB

Welcome Guest ( Log In | Register )

 
Reply to this topicStart new topic
> วันอาทิตย์ที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๓
ALESAN
post Mar 7 2010, 09:54 PM
Post #1


Advanced Member
***

Group: Administrators
Posts: 35
Joined: 21-February 09
Member No.: 10



A210.gif

สวัสดีคุณไดอารี่
พักนี้ฉันรู้สึกหัวสมองตื้อ ๆ ชอบกล
ลองนึกย้อมมองดูตัวเองแล้วก็พอจะหาสาเหตุเจออยู่
อาจะเป็นเพราะช่วงหลาย ๆ เดือนที่ผ่านมานี้ฉันมักจะนอนดึกเป็นประจำ
ดึกขนาดไหนน่ะเหรอ ? เอาเป็นว่านั่งอยู่หน้าคอมจนได้ยินเสียงนกร้องกันเลย
พอได้ยินเสียงนกร้องก็พาลผวา เหลือบตาดูนาฬิกาก็ต้องเหวอจนลืมตัวเผลอสบถออกมา
เวลามาตรฐานในการเข้านอนของฉันมีแนวโน้มดึก (หรือเช้าตรู่) มากขึ้นเรื่อย ๆ
สมัยเป็นเด็กน้อยจ้ำม่ำดูการ์ตูนหลังข่าวภาคค่ำจบประมาณสองทุ่มก็นอนหลับใหลไม่รู้เรื่องแล้ว
พอขึ้นมัธยมฉันก็ขยับเวลานอนให้ดึกขึ้นไปเป็นประมาณสี่ทุ่ม
และถ้าหากวันไหนมีรายการที่ฉันอยากดูเป็นพิเศษในช่วงเวลาเกินลิมิตก็ถึงกับต้องไหว้วานให้เพื่อนโทรมาปลุก
ด้วยความที่ฉันนอนแต่หัวค่ำดังกล่าวเพื่อน ๆ จึงมักจะเรียกฉันด้วยน้ำเสียงหยัน ๆ ว่าเด็กอนามัย
(อนามัยไม่ดียังไง ? อย่างนั้นพวกที่พูดต้องรู้สึกละอายมากกว่าไม่ใช่เหรอที่เป็น “เด็กผิดหลักอนามัย”)
จนกระทั่งเข้ามหาวิทยาลัยนี่แหละ ฉันจึงได้มีโอกาสทำความรู้จักกับโลกหลังเที่ยงคืน

สมัยแรก ๆ ฉันต้องตื่นแต่เช้าเพื่อรอขึ้นรถไฟรอบหกโมงครึ่ง ซึ่งจะวิ่งไปถึงจุดหมายประมาณเกือบ ๆ แปดโมงเช้า
การตื่นเช้าไม่ใช่ปัญหาของฉัน ดีเสียอีก ฉันรู้สึกเหมือนได้กำไรเพราะมีโอกาสใช้ชีวิตในรอบวันก่อนใครหลาย ๆ คนที่ยังนอนขดคุดคู้อยู่บนเตียง
ทว่าปัญหาของฉันคือการนอนดึก
เพียงวันที่สองของการเรียนในคณะสถาปัตย์ ฉันก็ต้องตัดโมเดลเสียแล้ว
และด้วยเลเวลต่ำติดดินในวิชาชีพสถาปนิกจึงทำให้การตัดโมเดลเป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติขึ้นมาทันที
อาจารย์สั่งงานเวลาสิบโมงเช้าของวันอังคาร กำหนดส่งงานคือก่อนสี่โมงเย็นวันรุ่งขึ้น
มันจะไม่มีปัญหาเลย ถ้าฉันสามารถกลับบ้านได้ตั้งแต่เที่ยงวัน
แต่ในชีวิตจริงฉันมีวิชาเรียนต่อจนถึงเวลาประมาณห้าโมงเย็น
กว่าจะขึ้นรถไฟกลับถึงบ้านก็ทุ่มกว่า ๆ และกว่าจะเริ่มงาน (อย่างเร็วที่สุด) ก็สองทุ่มครึ่ง
วันนั้นฉันใช้เวลาตัดโมเดลขนาดเท่ากล่องนมยูเอชทีตั้งแต่สองทุ่มครึ่งถึงตีสาม
และมีเวลาสองชั่วโมงก่อนจะตื่นเพื่ออาบน้ำและเตรียมตัวขึ้นรถไฟไปเรียนต่อในวันรุ่งขึ้น
แรก ๆ ก็สนุกดีอยู่หรอกนะกับประสบการณ์ที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองเข้าใกล้ความเป็นมืออาชีพอีกสักนิดหนึ่ง (นอนดึกเนี่ยนะ ?)
แต่นานวันขึ้นผลจากการนอนดึกก็ทำให้สองชั่วโมงในห้องเรียนมีค่าเป็นศูนย์ทันที
อาจารย์พูดอะไรออกมามากมาย แต่หัวสมองลั่นดาลปิดตายไม่ปล่อยแม้สะเก็ดข้อมูลใด ๆ เล็ดรอดเข้าไปได้
นั่นไม่ใช่เรื่องดีแน่ ๆ คุณไดอารี่ เกรดเทอมแรกของฉันดิ่งวูบอย่างกับตลาดหุ้นในวันที่มีสงครามโลก
นับแต่วันนั้นฉันจึงเริ่มวางแผนงานทั้งหมดอย่างรัดกุมมากขึ้น และตั้งลิมิตเวลาเข้านอนของฉันไว้ที่เวลาเที่ยงคืน
เที่ยงคืนเท่านั้น ไม่ว่าฝนจะตกฟ้าจะร้องน้องสอบตกคางคกขึ้นวออะไรก็ตามฉันจะเข้าสู่ sleep mode ทันที
และนั่นทำให้ฉันมีชีวิตรอดจนจบการศึกษา
จะมีบ้างก็ช่วงหลัง ๆ ที่ฉันต้องทำงานกลุ่มกับเพื่อนที่หอทำงานกันถึงตีหนึ่งตีสอง แต่ก็ชดเชยกับการไม่ต้องตื่นเช้าเพื่อขึ้นรถไฟก็ยังรู้สึกไม่ค่อยต่างกับนอนเที่ยงคืนตื่นเช้าสักเท่าไรนัก
แต่อาการที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบันนี่ไม่ได้มีแรงกดดันอันเนื่องมาจากงานขับเคลื่อนให้ต้องนอนดึกขนาดนั้นเลยจริง ๆ
แถมยังตื่นเช้าตรู่ได้เองอย่างน่าอัศจรรย์ใจอีกตะหาก
บอกเล่าอาการดังกล่าวกับเพื่อนสาวที่รู้จักกัน เธอให้ความกระจ่างกระแทกซะหน้าชา

“แก่แล้วก็เงี้ย”

กราบเบญจางค์ขอบพระคุณหล่อนมากมาย
อีกอย่าง ถ้าช่วงเวลาที่ผลาญไปให้กับการนอนดึกสามารถทำประโยชน์ให้กับชีวิตได้ฉันคงไม่นำพา
แต่กลายเป็น cyber world ที่เอาเวลาอันมีค่าของฉันไปกินเสียเรียบ
....ทุกข์ของวัยทองยุคโลกาภิวัฒน์โดยแท้

กระนั้นอินเตอร์เน็ตก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของฉัน (และเพื่อนร่วมยุคสมัย) อย่างเหนียวแน่น
ไม่มีเช้าวันไหนที่ไม่เริ่มต้นด้วยคอมพิวเตอร์
เปิดทำบ้าอะไรแต่เช้า ?
ฉันพร่ำถามตัวเองทุกเช้าที่แซะร่างออกจากที่นอนเพื่อเดินมากดปุ่มเปิดเครื่อง
เสียงแรกของเช้าวันใหม่คือเสียงพัดลมระบายอากาศครางหึ่ง ๆ
ทั้งเครื่องทั้งคนอยู่ในภาวะสลึมสลือไม่ต่างกัน
....มืดมนเป็นบ้า

วันนี้ฉันจึงตัดสินใจหักดิบตัวเอง ตื่นเช้าขึ้นมาไม่เปิดคอมพิวเตอร์ด้วยความเคยชิน
รู้สึกแปลก ๆ นิดหน่อย แต่ก็รู้สึกสดชื่นกว่าวันปกตินิดนึง (เช้าวันที่ไม่เปิดคอมคือวันที่ไม่ปกติ...โอย ! แย่แล้วฉัน)
ประจวบเหมาะพอดีกับที่วันนี้มีนัดไปเจอเพื่อนข้างนอก เลยว่าจะไปก่อนเวลาเดินตากแอร์เล่นในวันที่อากาศร้อนระอุเหมือนหม้อสุกี้
เพื่อนนัดที่ La Villa บ่ายสอง ฉันมาถึงตอนสิบเอ็ดโมง
ส่วนตัวฉันชอบเดินใน shopping arcade พวกนี้มากกว่า department store นะ คุณไดอารี่
Shopping Arcade ที่ว่านี้ก็คืออาคารประมาณสองสามชั้นที่มีผังเป็นรูปร่าง freeform โอบล้อมลานกว้าง หรือสนามหญ้าตรงกลาง ไม่ได้เป็นก้อนสี่เหลี่ยมตันที่เปิดแอร์ฉ่ำอัดไปทั่วทั้งห้าง
อาจจะด้วยบรรยากาศและสเกลอาคารที่ไม่ใหญ่โตมโหระทึกเหมือนสารพัดห้างย่านสยามหรือประตูน้ำ (แข่งกันว่าใครจะใหญ่ และทำให้คนเดินหลงเยอะกว่ากัน !)
ถึงจะไม่ได้ปรับอากาศชุมฉ่ำไปทั่งทั้งบริเวณ แต่ก็ดูเหมือนคนเราพยายามจะวิ่งเข้าหาธรรมชาติกันมากขึ้น (แม้จะเป็นสนามหญ้าหรือน้ำพุจำแลงก็ตาม)
กว่าจะถึงเวลานัดฉันมีเวลาอีกนาน ท้องก็ชักจะหิว ๆ ก็เลยว่าจะหาอะไรแถวนั้นรองท้องสักนิด
เวลาสิบเอ็ดโมงนิด ๆ ยังไม่ใช่เวลาหิวของมนุษย์ปกติ แต่ฉันก็ขี้เกียจจะไปต่อแถวแย่งกันกินในเวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนตัวตั้งฉากกับหัวกบาล

ฉันเป็นลูกค้ารายแรกของร้านในวันนี้
อากาศเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศช่วยผ่อนคลายความร้อนระอุได้มากโข
เพียงเดินเข้ามาจับจองโต๊ะนั่งยังไม่ทันได้เอ่ยปากสั่งแม้แต่น้ำเปล่าสักแก้ว คุณพนักงานก็ต้อนรับด้วยม้วนผ้าขนหนูสีขาวสะอาด
ฉันหยิบม้วนผ้านั้นขึ้นมากะว่าจะเอามาเช็ดหน้าเช็ดเหงื่อไคลด้วยไอเย็นจากผ้าขาว
เพียงคลี่ผ้าออก ฉันสะดุ้งโหยงแทบจะโยนผ้าทิ้ง !

ไอน้ำสีขาวพวยพุ่งลอยอ้อยอิ่งจากผื่นผ้ามาทักทาย

ผ้าร้อน !?

มันไม่ใช่เรื่องแปลกหรอนะ คุณไดอารี่ เพราะเราก็อาจจะเจอบางร้านที่เสิร์ฟด้วยผ้าร้อนมาเช็ดหน้าเช็ดตาเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้า
เพียงแต่ชั่วระยะเวลาไม่ถึงนาทีฉันเดินหนีไอร้อนในอากาศเข้ามาในร้านที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำ แล้วจู่ ๆ จะให้ฉันเอาผ้าร้อนโปะหน้าทันทีก็เกรงว่าร่างกายจะปรับตัวไม่ทัน
ช่างผ้าร้อนเถอะนะ แค่เช็ดมือนิดหน่อยก็พอ ตอนนี้ฉันต้องดูเมนูอาหารก่อน เพราะคุณพนักงานแก้มใสแต่สีหน้าไม่รับแขกยืนทอดสายตาไปนอกร้านอย่างเอือมระอาเสียแล้ว
ฉันเลือกสั่งอาหารง่าย ๆ ที่กินเป็นประจำเพื่อตัดกระบวนการคิดไตร่ตรองออกไปจะได้ไม่เสียเวลาไปมากกว่านี้
ตกลงว่าไอ้ที่สั่งไป มันคือไอ้ที่วันนี้อยากกินรึเปล่าก็ไม่รู้ เพียงแค่เกรงใจคุณพนักงานที่ทำหน้ากดดันแท่านั้นเอง
....การใช้ชีวิตนี่ก็ยากลำบากเหมือนกันเนาะ คุณไดอารี่

ระหว่างรออาหารก็เริ่มมีคนเดินเข้าร้านบ้างแล้วเหมือนกัน
จากที่ฉันนั่งอยู่คนเดียว ตอนนี้มีลูกค้า (รวมฉัน) แล้วสี่คนที่นั่งอยู่กันคนละมุมร้าน
ฉันหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เข้าอินเตอร์เน็ตเพื่อเข้าไปใน social network (ของเล่นสำหรับมนุษย์ยุคโลกาภิวัฒน์) ซึ่งก็ไม่ได้เป็นสาระสำคัญอะไร เพียงแค่เข้าไปดูเล่นฆ่าเวลา
ระหว่างรอโทรศัพท์โหลดข้อมูล ฉันเงยหน้ามองรอบ ๆ ร้านเหม่อลอยอย่างไม่มีความหมาย
พลันสายตาไปสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่าง

เฮ่ย !!

ลูกค้าสี่คน (รวมฉัน) ที่นั่งกันอยู่คนละมุมร้านต่างก็งัดโทรศัพท์ออกมาเล่นกันหมด !
ในขณะนั้นภาพตัวฉันที่เพิ่งตื่นนอนแล้วกำลังเดินไปที่โต๊ะทำงานเพื่อจะเปิดคอมพิวเตอร์ก็วิ่งถลาเข้ามากระแทกก้านสมองอย่างจัง

งี้ก็ไม่ต่างกับอยุ่บ้านเลยสิเนี่ย !!

อยู่บ้านก็เล่นเน็ต อยู่นอกบ้านก็เล่นเน็ต !!

แถมยังเจอมนุษย์สปีซี่ส์เดียวกันในร้านอาหารแคบ ๆ ที่กำลังกดโทรศัพท์เล่นเน็ตอย่างเมามัน !!

มืดมน !! มืดมนเป็นบ้า !!!!!

ความตั้งใจที่จะออกมาเปลี่ยนบรรยากาศจากโลกเสมือนที่กินเวลาในแต่ละวันของฉันไปมากกว่าสิบห้าชั่วโมงต่อวัน
มันไม่ใช่แค่คุกคามเฉพาะในบ้านเสียแล้ว แต่มันติดตามฉันไปทุกที่เกาะเกี่ยวอยู่ในสมองจนกลายเป็นกิจวัตรไปแล้วหรือ !?!?

ฉันมองมือถือในมือตัวเอง

.....

แล้วก็วางมันลง ไสมันไปที่มุมโต๊ะที่ไกลที่สุด

พอเสียทีเถอะ ฉันเป็นคนนะ ไม่ใช่หุ่นยนต์ที่จะต้องคอยอัพเดทระบบทุก ๆ ห้านาที

ฉันนั่งมองเงาตัวเองในแก้วน้ำรู้สึกสมเพชบอกไม่ถูก
โทรศัพท์ที่แต่เดิมเคยทำได้เพียงแค่พูดคุย วันดีคืนดีมันก็ถูกพัฒนาให้ส่ง sms ได้ ถ่ายรูปได้ เข้าอินเตอร์เน็ตได้
และดูดเราเข้าไปอยู่กับอีกโลกหนึ่งในที่สุด
เทคโนโลยีที่ทำให้ ”โลกเล็ก” ลงงั้นเหรอ ?
ฉันว่าเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้ “โลกแคบ” ลงมากกว่า
มองไปที่สามคนนั้นที่นิ้วมือยังคงกดโทรศัพท์ราวเครื่องจักร

....ขนลุกเป็นบ้า

มนุษย์เราเข้าสู่ยุคที่พึ่งพาเครื่องจักรมากเกินไปจนแทบจะถูกเคื่องจักรสะกดจิตให้กลายเป็นพวกเดียวกับมันไปแล้ว
กระทั่งจิตวิญญาณในงานต่าง ๆ ก็แทบจะเลือนหายไปเสียหมด
โลกในกรอบสี่เหลี่ยมมันก็ไม่ต่างอะไรกับการถ้ำมองดูความเป็นไปของโลกกว้าง
พรุ่งนี้ฉันจะเลิกถ้ำมองโลก แล้วออกไปมองโลกโดยตรงด้วยลูกตาของฉันเอง

.....

....ว่าแต่จะมีใครคอมเมนต์ใน status ของฉันบ้างมั้ยเนี่ย ?

....ขอดูนิดนึงละกัน

ก็บอกแล้วไงว่าจะเริ่ม “พรุ่งนี้” ไม่ใช่ “วันนี้”

set1-06.gif
Go to the top of the page
 
+Quote Post
evenfall
post Mar 10 2010, 12:16 PM
Post #2


Advanced Member
***

Group: Members
Posts: 146
Joined: 27-April 09
Member No.: 17



....ว่าแต่จะมีใครคอมเมนต์ใน status ของฉันบ้างมั้ยเนี่ย ?

....ขอดูนิดนึงละกัน

ก็บอกแล้วไงว่าจะเริ่ม “พรุ่งนี้” ไม่ใช่ “วันนี้”

set2-10.gif A22.gif P22.gif
Go to the top of the page
 
+Quote Post
ถัดปลา
post Mar 12 2010, 07:48 PM
Post #3


Advanced Member
***

Group: Members
Posts: 122
Joined: 11-May 09
Member No.: 54



ตอนแรกที่เห็นเขาแชท BB กันทั่วบ้านทั่วเมือง



ก็พลันตั้งคำถามกะตัวเองว่า



"คนเรา มันต้องการ การสื่อสารขนาดนั้นเชียว -*-"
Go to the top of the page
 
+Quote Post
pnun
post Mar 29 2010, 11:04 PM
Post #4


Advanced Member
***

Group: Administrators
Posts: 2,823
Joined: 20-February 09
Member No.: 6



วันก่อนไปนั่งกินข้าวร้านอาหาร
มีครอบครัวหนึ่งมานั่งข้างๆ
เป็น แม่ กับลูกสาวสามคน

นั่งอยู่ 10 กว่านาที
ไม่มีการสนทนาเกิดขึ้น
มีแต่กด BB
.......
Go to the top of the page
 
+Quote Post
P_AKE
post May 16 2010, 09:31 PM
Post #5


Advanced Member
***

Group: Administrators
Posts: 982
Joined: 20-February 09
Member No.: 7



ดีนะที่ไม่ได้ติดโลกไซเบอร์ขนาดนั้น


--------------------
Go to the top of the page
 
+Quote Post

Reply to this topicStart new topic
2 User(s) are reading this topic (2 Guests and 0 Anonymous Users)
0 Members:

 



Lo-Fi Version Time is now: 9th September 2010 - 02:19 PM
Design by: IPB Download & eBusiness Discussions